JWD ร่วมทุน CJ LOGISTICS ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ รุกเจาะธุรกิจอี-คอมเมิร์ช

176

Mr. Shon Kwan Soo ตำแหน่ง CEO CJ Logistics Corporation ผู้ให้บริการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์แบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ ครองสัดส่วนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD เพื่อนำองค์ความรู้และจุดแข็งของทั้ง ฝ่าย ร่วมกันขยายฐานธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ แก่กลุ่มลูกค้าธุรกิจ B2B และธุรกิจอีคอมเมิร์ชในประเทศไทย ที่กำลังเติบโตและมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์แก่กลุ่มลูกค้าดังกล่าวที่มีดีมานด์เพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน CJ Logistics เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่ในเกาหลีใต้ และได้ขยายธุรกิจในต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ โดยในประเทศไทยได้เข้ามาให้บริการขนส่งสินค้าแก่ผู้ประกอบการเว็บไซต์ด้านมาร์เก็ตเพลสและลูกค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้บริการโลจิสติกส์แบบ B2C (Business to Customer) จึงต้องการที่จะขยายฐานลูกค้าโลจิสติกส์แบบ B2B (Business to Business) และกลุ่มลูกค้าที่ทำสัญญาให้บริการโลจิสติกส์ระยะยาว (Contract Logistics) ในประเทศไทย โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง JWD ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านนี้

“เรามีแผนขยายการลงทุนในไทยเพื่อรองรับเป้าหมายการเติบโต โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนรถขนส่งกระจายสินค้าให้กับผู้บริโภคมากกว่า 2,000 คัน ภายในปี 2020 และอยู่ระหว่างการลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ย่านบางนา ด้วยพื้นที่มากกว่า 30,000 ตรม. ในปี2019 เพื่อขยายการให้บริการ Order Fulfillment หรือการให้บริการกระจายสินค้าและจัดส่ง รองรับการจัดส่งพัสดุได้มากกว่า 400,000 ชิ้นต่อวัน ด้วยระบบคัดแยกกล่องอัตโนมัติ โดยกลุ่ม CJ Logistics มีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำของโลกภายในปี 2020” Mr. Shon Kwan Soo กล่าว

CJ Logistics มียอดขายทั่วโลกในปี 2017 อยู่ที่ประมาณ 6.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์อย่างครอบคลุมในหลายธุรกิจ อาทิ ธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจขนส่งในประเทศ ธุรกิจการบริหารจัดการศูนย์กระจายสินค้าและขนส่ง ธุรกิจขนส่งพัสดุและสินค้าด่วนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ นับจากปี 2003 เป็นต้นมา CJ Logistics ได้ทำการขยายธุรกิจสำคัญทั่วโลกอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ Top 5 ของโลก ด้วยการขยายธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในหลายภูมิภาคสำคัญ ผ่านการซื้อและควบรวมธุรกิจ (M&A) ในจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ตะวันออกกลางและสหรัฐอเมริกา

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ที่ต้องการความชำนาญเป็นพิเศษในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า การร่วมทุนกับ CJ Logistics จะดำเนินธุรกิจภายใต้บริษัท ซีเจแอล เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในประเทศไทย มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ ล้านบาท โดยบริษัทร่วมทุนดังกล่าวทาง CJ Logistics Thailand ถือหุ้น 51% และ JWD ถือหุ้น 49% ซึ่งทั้ง บริษัทฯ สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ คลังสินค้าและรถขนส่งที่ JWD มีความชำนาญเฉพาะทาง ส่วน CJ Logistics มีเครือข่ายรถขนส่งทั่วประเทศ รวมถึงระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะในการบริหารจัดการและให้บริการขนส่ง ฯลฯ เพื่อร่วมกันขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับการร่วมทุนกันครั้งนี้ JWD ต้องการขยายธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์แบบ B2C ไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ในธุรกิจอีคอมเมิร์ชที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าในปีนี้ภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ชในประเทศไทยจะมีมูลค่าตลาดรวมกว่า ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 2.8 ล้านล้านบาท โดยเป็นการเติบโตตามการขยายตัวของเทรนด์การสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการใช้บริการด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ช

“ปัจจุบัน CJ Logistics ถือว่าเป็น ใน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบ B2C รายใหญ่ในประเทศไทย ขณะที่ JWD มีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์มาเกือบ 40 ปี โดยมีความเชี่ยวชาญการให้บริการโลจิสติกส์ B2B แบบครบวงจร จึงเชื่อว่าการร่วมทุนกัน จะสามารถนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเสริมความแข็งแกร่งเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่าการแข่งขันให้บริการโลจิสติกส์แก่ธุรกิจ อีคอมเมิร์ชมีแนวโน้มทวีความรุนแรงจากผู้เล่นรายใหม่ ๆ ที่จะเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผู้ที่สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ จัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมีเทคโนโลยีในการบริหารจัดการการสั่งสินค้าและข้อมูลแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภค จะเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขัน” นายชวนินทร์ กล่าว

362Degree.com