อินโดฯ อ้าแขนรับ “One Belt One Road” เสนอเมกะโปรเจ็กต์ 6 หมื่นล้านดอลล์

175

อินโดนีเซียเสนอแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์ให้จีนพิจารณา หวังชิงเค้กเงินลงทุนของโครงการ “One Belt One Road” แม้มีเสียงเตือนว่าเสี่ยงติดหล่มหนี้เหมือนหลายประเทศ

แม้อินโดนีเซียจะมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดและจำนวนประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลับไม่ค่อยได้รับอานิสงส์จากโครงการเส้นทางสายใหม่ยุคใหม่ของจีนที่มีเงินทุนนับล้านดอลลลาร์มากนัก

ที่ผ่านมาอินโดนีเซียได้รับเงินกู้จากโปรแกรมนี้ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” เพียงไม่กี่โครงการ ที่เป็นที่รู้จักดีก็คือ เมกะโปรเจ็กต์เส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างกรุงจาการ์ตากับเมืองบันดุง ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศ แต่ยังไม่คืบหน้ามากนักเนื่องจากเจอปัญหาการเวนคืนที่ดิน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไป รัฐบาลอินโดนีเซียมอง“One Belt One Road” เป็นโอกาสที่จะเร่งเครื่องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและประชากรที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว

“ริดวัน ดีจามาลุดดิน” รองประธานด้านโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงกิจการทางทะเลอินโดนีเซียเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า อยู่ระหว่างการสื่อสารเชิงโครงสร้างกับจีนซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปีกลายเพื่อผลักดันเมกะโปรเจ็กต์มูลค่ารวมกว่า 5-6 หมื่นล้านดอลลาร์

โดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้เสนอโครงการที่มีศักยภาพในพื้นที่หลายเกาะของประเทศ ซึ่งทางการจีนก็ให้การตอบรับแง่บวกเห็นได้จาก การส่งเจ้าหน้าที่รวมถึงผู้เชียวชาญลงพื้นที่สำรวจความเป็นไปได้ของแต่ละโครงการ ก่อนพิจารณาปล่อยสินเชื่อ

ในประเด็นความกังวลถึงภาระหนี้สินของประเทศที่จะพุ่งสูงกว่าความสามารถในการชำระหนี้ อย่างที่ประเทศลูกหนี้จีนในหลายภูมิภาคทั่วโลกกำลังประสบอยู่นั้น “ริดวัน” ระบุว่า “เราตระหนักดีว่าต้องไม่ปล่อยให้ความร่วมมือครั้งนี้ลงเอยอย่างเลวร้าย หลายประเทศถูกบังคับให้ชำระหนี้และบางประเทศต้องจำใจปล่อยสินทรัพย์มูลค่าสูงให้อยู่ในการครอบครองของเจ้าหนี้ เราไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น”

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเจรจาระหว่างรัฐบาลจาการ์ตากับรัฐบาลปักกิ่งจึงใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ ฝ่ายอินโดนีเซียต้องการให้ทำสัญญาเงินกู้ในลักษณะธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ไม่ใช่แบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) อย่างในประเทศอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้จีนหาทางบีบเอาสัมปทานมูลค่าสูงทดแทนการชำระคืนเงินกู้

“ผมทราบดีว่าเราคงเข้าถึงเงินทุนได้ไม่เร็วเท่ากับประเทศอื่น เพราะเจ้าของเงินทุนต้องใช้เวลาพิจารณาข้อเสนอของเรานานกว่า” ริดวันกล่าว พร้อมเสริมว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะทำข้อตกลงกันได้ในการเจรจารอบถัดไปในเดือนเมษายนปีหน้า หลังจากอินโดนีเซียส่งข้อเสนอครั้งล่าสุดไปในเดือนที่แล้ว

อีกเงื่อนไขที่รัฐบาลจาการ์ตาเรียกร้อง การลงทุนของจีนจะต้องจ้างงานชาวอินโดนีเซีย ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บุคลากรของอินโดนีเซียด้วย

โครงการที่นำเสนอให้จีนพิจารณาครอบคลุมถึงโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ 4 แห่ง ในจังหวัดกาลีมันตันเหนือบนเกาะบอร์เนียว มูลค่ารวม 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทพาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปของจีนกับคายัน ไฮโดร เอเนอจี้ ของอินโดนีเซียเพิ่งลงนามในสัญญาด้านวิศวกรรม การจัดซื้อจัดจ้างและการก่อสร้างขั้นแรกของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งที่หนึ่ง ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าโครงการราว 1.78 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ นอกเหนือจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อินโดนีเซียยังเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหิน นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในจังหวัดกาลีมันตันกลาง สุมาตราเหนือ สุลาเวสีเหนือ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างบาหลี  

 

 

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว