ผู้ประกอบการข้ามชาติวิ่งวุ่นหนีสงครามการค้า แห่ซบภูมิภาคอาเซียน

338


ผู้ประกอบการข้ามชาติจำนวนมากที่ใช้เวลาหลายปีสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนในจีนเพื่อให้ได้สินค้าคุณภาพมาตรฐานด้วยต้นทุนต่ำสุด กลับต้องอพยพกันจ้าละหวั่น หลังสงครามการค้าจีน-สหรัฐปะทุเมื่อกลางปีนี้

“เฟรด เพอร์รอตตา” ผู้ผลิตกระเป๋าเป้แบรนด์เทอ์ทูก้าจากสหรัฐ เป็นหนึ่งคนที่พึ่งพาซัพพลายเออร์ในจีนมานาน 4 ปี แต่เมื่อสหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแดนมังกรเกือบครึ่งหนึ่ง ก็ต้องเร่งหาซัพพลายเออร์รายใหม่ในประเทศอื่น
ตอนนี้กระบวนการหาคู่หารายใหม่คืบหน้าไปไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งแดนอินทรีและผู้นำแดนมังกร สี จิ้นผิง จะหาหนทางประนีประนอมกันได้ในการประชุมสุดยอด G20 ช่วงสุดสัปดาห์นี้

Ocean Life Promotion

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมมองว่า การปรับตัวอย่างที่เพอร์รอตตากำลังทำ เป็นการเคลื่อนตัวของซัพพลายเชนข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุด นับจากจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001

“ทุกคนกำลังวิตกและวิ่งพล่านไปทั่ว” เพอร์รอตตาซึ่งกำลังพิจารณาตัวอย่างสินค้าจากซัพพลายเออร์รายใหม่ในเวียดนามกล่าวกับรอยเตอร์ส

การ “วิ่งพล่าน” หาคู่ค้าใหม่นอกจากจะถูกผลักดันจากความเสี่ยงที่สหรัฐจะเรียกกับอาการขาเข้าจากสินค้าจีนครอบคลุมมากขึ้นและสูงขึ้นแล้ว ยังเกิดจากความกังวลว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพในการป้อนสินค้าได้จำกัด ดังนั้น “ใครมาก่อนก็ได้ก่อน”

เวียดนามและไทยอยู่ในลำดับต้นๆ ของจุดหมายปลายทางใหม่ที่ได้รับความสนใจ แม้จะต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการ ตั้งแต่ขั้นตอนที่ซับซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ ขาดแคลนแรงงานมีฝีมือและโครงสร้างพื้นฐานจำกัด
ผู้ประกอบการหลายแห่งมีงานชุกในช่วงนี้ ทั้งการขอดูสินค้าตัวอย่างจากซัพพลายเออร์เป้าหมาย ไปชมโรงงานผลิต และส่งทนายไปหารือกับเจ้าหน้าที่ทางการในประเทศตลาดเกิดใหม่แถบอาเซียน

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ “หม่าน วาห์ โฮลดิ้ง” ซื้อโรงงานในเวียดนามในราคา 68 ล้านดอลลาร์ โดยวางแผนจะขยายกำลังการผลิตเป็น 3 เท่าภายในปี 2019

“การซื้อกิจการครั้งนี้เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีนำเข้า” บริษัทดังกล่าวซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงระบุในแถลงการ

สอดคล้องกับข้อมูลจาก “บีดับเบิ้ลยู อินดัสเตรียล” บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนามที่ระบุว่า มีผู้เข้ามาสอบถามข้อมูลพุ่งขึ้นมากตั้งแต่ตุลาคมที่ผ่านมา และตอนนี้โรงงานที่ตนดูแลอยู่ได้ปล่อยเช่าหมดแล้ว

“คริส เตรือง” ผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทข้างต้นระบุว่า “ผู้ผลิตมาจากทั่วโลกและทั้งหมดมีไลน์ผลิตอยู่ในจีน โดยต้องการเริ่มสายการผลิตให้เร็วที่สุด“.

ส่วนในไทย บริษัทเอสวีไอ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เผยว่า เพิ่งเลือก 4 ดีลใหม่ที่มีมูลค่าราว 100 ล้านดอลลาร์จากคู่ค้าที่มีโรงงานในแดนมังกร

เช่นเดียวกับเคซีอี อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระบุว่าได้รับการติดต่อจากผู้ประกอบการในสหรัฐซึ่งต้องการหาซัพพลายเออร์รายใหม่แทนที่คู่ค้าเดิมในจีน

กัมพูชาเป็นอีกประเทศที่ได้รับส้มหล่นจากสงครามการค้า เคนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตจักรยานจากสหรัฐตกลงย้ายฐานการผลิตจากแดนมังกรมายังประเทศนี้

“เรามีธุรกิจขนาดใหญ่ในสหรัฐ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรีบหาทางย้ายฐานออกจากจีน” อาโนลด์ คามเลอร์ ซีอีโอของบริษัทนี้เผย

การย้ายฐานการผลิตรวมถึงการเปลี่ยนซัพพลายเออร์จากจีนเป็นเทรนด์ที่เกิดมาระยะหนึ่งแล้ว จากการที่จีนกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากโรงงานผลิตสินค้าราคาถูก ไปเป็นสินค้าไฮเทค เน้นภาคบริการและการบริโภค สงครามการค้าเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น

“เรากำลังอยู่ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงการผลิตลูกใหญ่ที่สุดในชั่วอายุคน” สตีเฟน ลาเมอร์ รองประธานสมาคมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าแห่งสหรัฐตั้งข้อสังเกต “สิ่งที่ได้ยินจากสมาชิกมากที่สุดตอนนี้คือ เราพูดเรื่องย้ายฐานจากจีนมานาน ตอนนี้ถึงเวลาทำจริงแล้ว”

อย่างไรก็ตาม การย้ายไลน์ผลิตออกจากแดนมังกรไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ประกอบการต้องเตรียมเงินทุน หาซัพพลายเออร์รายใหม่ ศึกษาระบบโลจิสติกส์ และทำการบ้านเรื่องกฎหมายรวมถึงระบบัญชีในประเทศใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

ธนาคารยูบีเอสวิเคราะห์ว่า สินค้าที่อาศัยเทคโนโลยีไม่มากและมีมูลค่าต่อหน่วยต่ำ เป็นกลุ่มที่อพยพฐานการผลิตได้ง่ายและเร็วที่สุด ขณะที่สินค้าไฮเทคกลุ่มเครื่องจักร การคมนาคมและไอทีอาจต้องใช้เวลานับทศวรรษ เนื่องจากต้นทุนด้านการวิจัยพัฒนาที่สูง รวมถึงต้นทุนแรงงานมีฝีมือ

ถึงกระนั้น ผลโพลของซิตี้แบงก์ในเดือนที่แล้ว ชี้ว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามดำเนินการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนของตนแล้วเพื่อลดผลกระทบ

จุดอ่อนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นอีกปัญหาในการย้ายฐานไปยังเอเชียอาคเนย์ จากการจัดอันดับของธนาคารโลก คุณภาพโครงสร้างพื้นฐานในไทยรั้งอันดับ 41 เวียดนาม 47 เทียบกับจีนซึ่งอยู่ที่ 20

อีกทั้งยังมีปัญหาระบบราชการ โดยเฉพาะในเวียดนาม ตลอดจนการขาดแคลนแรงงานมีทักษะ หรือแม้แต่แรงงานไร้ฝีมือก็ใช่จะหาได้ง่ายนัก เห็นได้จากอัตราการว่างงานในเวียดนามซึ่งอยู่ที่ 2.2% ขณะที่ในไทยตัวเลขอยู่ต่ำกว่านั้น

“เหงียน ฝวก ไห่” รองประธานบอร์ดแห่งสมาคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นเวียดนาม ยอมรับว่า สัดส่วนแรงงานไร้ฝีมือในเวียดนามยังสูง และยังไม่มีแผนที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหานี้ ผมยังมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า

 

 

362Degree.com