หวั่นสงครามการค้าจีน-สหรัฐยืดเยื้อ ฉุดตลาดเงินตลาดทุนโลกล่มสลาย

311

การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐมีแนวโน้มจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินหยวน สั่นสะเทือนเสถียรภาพของประเทศตลาดเกิดใหม่และเขย่าตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก

ความกังวลของนักวิเคราะห์และภาคธุรกิจต่อสถานการณ์สงครามการค้าจีน-สหรัฐพุ่งสูงขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งแดนอินทรี ประกาศเดินหน้าปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์จาก 10% เป็น 25% ในวันขึ้นปีใหม่ที่จะถึงนี้ตามแผนที่วางไว้ อีกทั้งยังเตรียมจะเก็บอากรสินค้าจีนมูลค่า 2.67 แสนล้านดอลลาร์เพิ่ม ถ้าแดนมังกรยังไม่เร่งแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้าให้เป็นที่พอใจของสหรัฐ

AIA Vitality

ก่อนที่ทรัมป์จะออกมาประกาศกร้าวดังกล่าว นักวิเคราะห์ตั้งความหวังว่าการพบปะหารือระหว่างผู้นำสหรัฐกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนที่การประชุมสุดยอดกลุ่ม G20 ณ กรุงบัวโนส ไอเรสของอาร์เจนติน่า ช่วงสิ้นเดือนนี้จะนำไปสู่ “การสงบศึกชั่วคราว” เพื่อเจรจาหาทางออกที่คู่กรณียอมรับได้ต่อไป

หากการหารือนอกรอบระหว่าง 2 พี่เบิ้มของโลกล้มเหลวและทรัมป์สั่งเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางตลอดจนสร้างบรรยากาศแง่ลบให้กับการค้าการลงทุน.

ควินเหว่ย หวัง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Amundi Asset Management เตือนว่าการเรียกเก็บอากรเพิ่มจากสินค้าจีน จะสร้างแรงกดดันให้เศรษฐกิจแดนมังกรที่กำลังชะลอตัว รัฐบาลจีนอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่า ซึ่งเป้นทิศทางตรงข้ามกับที่ทรัมป์หวังไว้ แม้ที่ผ่านมาธนาคารกลางจีนจะเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนไม่ให้อ่อนค่าจนสร้างความเดือดดาลให้ทรัมป์แต่ก็ไม่อาจจะทำเช่นนี้ได้ตลอดถ้ามีแรงเทขายเงินหยวนอย่างหนัก

“จีนและสหรัฐต้องหาทางลดความเสี่ยงทางการเงินและเศรษฐกิจให้ได้ โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นในการหารือที่อาร์เจนติน่า แม้จะไม่สามารถหาบทสรุปอย่างเป็นทางการได้”

ถ้าทรัมป์กับสีสามารถตกลงสงบศึกชั่วคราวได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้ค่าเงินหยวนร่วงต่ำกว่า 7.00 หยวน/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับทางจิตวิทยาที่นักลงทุนเห็นว่าเหมาะสม ถ้าเงินหยวนร่วงต่ำไปกว่านั้นจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดเงินตลาดทุน จนเกิดการเทขายหุ้นขนานใหญ่ เขย่าเสถียรภาพของระบบการเงินโลกและอาจนำไปสู่วิกฤตรอบใหม่ได้

“ถ้าเงินหยวนล่ม สกุลเงินท้องถิ่นในเอเชียก็จะล่ม ตามมาด้วยการล่มสลายของตลาดเงินประเทศตลาดเกิดใหม่ และตลาดหุ้นสหรัฐเองก็จะยืนหัดอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของทั้งโลกไม่ได้เช่นกัน เพราะทั้งโลกเชื่อมโยงกันหมด” หวังระบุ “ทรัมป์ต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะหลังการปรับฐานในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อเร็วๆ นี้”

ความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์เป็นอีกปัจจัยที่หลายคนกังวล อาทิ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของจีนและสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงการค้าเบื้องต้นเพื่อหลีกเลี่ยงการกีดกันทางการค้า แต่ทรัมป์กลับคว่ำร่างดังกล่าวและสั่งขึ้นภาษีสินค้าจีนรอบแรกมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ซึ่งจีนเอาคืนด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการค้า

อย่างไรก็ตาม เคน เฉียง คิน-ไต้ นักกลยุทธ์อาวุโสด้านค่าเงินเอเชีย จาก Mizuho Bank มองว่า มีความเป็นไปได้ 65% ที่สีกับทรัมป์จะตกลงสงบศึกชั่วคราว เนื่องจากตอนนี้ทรัมป์ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่ามากนัก เพราะปัจจัยหลายอย่างผันแปรไป ทั้งการที่เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้เติบโตร้อนแรงเหมือนช่วงต้นปีที่ผ่านมา รวมทั้งพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐให้พรรคเดโมแครต ขณะที่จีนหันมาออกมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งช่วยลดผลกระทบจากสงครามการค้าได้ระดับหนึ่ง

เช่นเดียวกับสตีฟ อิงแลนเดอร์ หัวหน้าทีมวิจัยสกุลเงินต่างประเทศจากธนาคารสแตนดาร์ด ชาเตอร์ด ที่ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้สหรัฐและความเสี่ยงทางการเงินให้ทรัมป์เอง

“รัฐบาลทรัมป์ไม่พร้อมจะรับความเสี่ยงของการขึ้นภาษีตั้งแต่ต้นปี 2019 แล้วเจอกับหางเลขในช่วงปลายปี ถ้าสหรัฐบรรลุข้อตกลงกับจีนได้ภายในสิ้นปีหน้า โดยจีนยอมซื้อน้ำมันและถั่วเหลืองจากสหรัฐมากขึ้น จะส่งอานิสงส์ให้กับภาคธุรกิจที่เป็นฐานเสียงของทรัมป์ทันเวลาก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปลายปี 2020”

ด้าน ต่ง เฉิน นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียของ Thomas Costerg ให้ความเห็นว่า ความบาดหมางระหว่าง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ลงลึกเกินกว่าจะหาทางคลี่คลายได้ในเร็ววัน และมีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐจะลงเอยด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนทุกประเภทภายในปี 2019

 

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว