จับตา! นโยบาย “ทรัมป์” กับทิศทางการค้าโลก หลังพรรคเดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

151

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอาจส่งผลให้การผ่านกฎหมายของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ยากลำบากขึ้น และการตรวจสอบการบริหารประเทศง่ายกว่าช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้

แต่มีความเป็นไปได้น้อยที่นโยบายการค้าระหว่างระหว่างประเทศจะปรับทิศทาง เพราะ “ทรัมป์” ยังคงชูธง “America First” ต่อไป แม้พรรคฝ่ายค้านจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสภาครองเกรสของสหรัฐ ประกอบด้วยสภาสูง หรือวุฒิสภาที่พรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากได้ต่อไป และสภาล่าง หรือสภาผู้แทนฯ ที่ผลการเลือกตั้งรอบนี้พรรคเดโมแครตพลิกกลับมาได้ที่นั่งเกินครึ่งหนึ่ง การผ่านกฎหมายจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 2 สภา

ดังนั้น นับจากนี้การผลักดันกฎหมายทั้งด้านการทหาร การคลัง สุขภาพ สังคมของรัฐบาลจะยากเย็นกว่าเดิมที่รีพับลิกันต้นสังกัดของทรัมป์ยึดเสียงข้างมากได้ในทั้ง 2 สภา

แต่ทว่า ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองจากนานาชาติมากที่สุด อำนาจการผลักดันนโยบายอยู่ในมือของประธานาธิบดี ทรัมป์จึงยังคงกำหนดทิศทางได้ตามต้องการไม่ว่าพรรคใดจะเป็นใหญ่ในสภาคองเกรส

นักวิเคราะห์จาก “อาร์บีซี แคปพิทอล มาร์เก็ต” ให้ความเห็นว่า เนื่องจากอำนาจด้านนโบายการค้าต่างประเทศส่วนใหญ่อยู่ที่ทำเนียบประธานาธิบดี ไม่ใช่รัฐสภา ดังนั้น นโยบายดังกล่าวจึงไม่มีแนวโน้มจะถูกปรับเปลี่ยน

“สตีเวน โอกุน” ที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัทด้านข้อมูลและให้คำปรึกษา แมคลาร์ที แอสโซซิเอทส์ มองว่า ทิศทางการค้าของสหรัฐต่อสหภาพยุโรปหรืออียูยังคงเดิม แต่อาจเลวร้ายลงอีกในกรณีของความสัมพันธ์กับจีน แม้พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจะเห็นต่างกันหลายเรื่อง ทั้งการรับผู้อพยพ การครอบครองอาวุธปืน งบประมาณด้านกลาโหม แต่ทั้ง 2 พรรคกลับมีจุดยืนต่อจีนเหมือนกัน ทั้งในประเด็นการค้า การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าทรัมป์จะบีบจีนหนักข้อขึ้นก็คงไม่ได้ยินเสียงค้านจากฝั่งเดโมแครตแต่อย่างใด

สอดคล้องกับ “เดวิด อเดลแมน” อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสิงคโปร์ ที่ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคเดโมแครต มีแนวคิดเอียงไปทางลัทธิกีดกันทางการค้ามากกว่ารีพับลิกันเสียอีก ส่วนรีพับลิกันก็มักจะใช้นโยบายสายเหยี่ยวกับทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีน

ที่สำคัญทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันต่างมองจีนเป็นเหมือนหนามยอกอก ไม่ว่าจะด้านการเมือง การทหาร และการค้า ซึ่งส่งผลให้อิทธิพลของสหรัฐบนเวทีโลกอับแสงลง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่สหรัฐตั้งแง่ว่าการเข้ามาตีตลาดของสินค้าราคาถูกจากแดนมังกรทำให้แรงงานอเมริกันจำนวนมากต้องตกงาน และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมูลค่ามหาศาล จีนจึงเป็นเหมือนศัตรูร่วมของทั้ง 2 พรรค

ดังนั้น สงครามการค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งและสองของโลกยังไม่มีสัญญาณจะคลี่คลายลงในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ถ้า “ทรัมป์” ดำเนินนโยบายการค้าต่างประเทศแบบสุดโต่ง เช่น  ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอียู หรือประกาศจะถอนตัวจากองค์การการค้าโลก (WTO) ฝ่ายเดโมแครตคงไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์จาก “ไอเอ็นจี”  บริษัทด้านการเงินและประกันภัย ที่ให้ความเห็นว่าแม้ว่าพรรคเดโมแครตจะเห็นด้วยกับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน แต่คงไม่สนับสนุนให้สหรัฐประกาศสงครามการค้ากับพันธมิตรที่แนบแน่นอย่างยุโรป ส่วนการถอนตัวจากองค์การะหว่างประเทศอย่าง WTO ที่เป็นเสาหลักของการค้าเสรี จะถูกค้านสุดตัวของสภาครองเกรส

 

 

362Degree.com