สงครามการค้าสหรัฐ-จีนพ่นพิษ! ทุบตัวเลขเศรษฐกิจ-GDP เอเชียอ่วมทั้งภูมิภาค

152

ภาครัฐและเอกชนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกดสัญญาณฉุกเฉินมือระวิง หลังสงครามการค้าระหว่าง 2 เขตเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกกำลังพ่นพิษ

นานหลายเดือนแล้วที่ภาคธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐในแถบเอเชียซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการส่งออก จับตามองการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนอย่างวิตก และขณะนี้สถานการณ์กำลังเป็นไปอย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยดีมานด์ของจีนที่ชะลอตัวกระทบไปทั่ว ตั้งแต่ยอดส่งออกรถยนต์ในเกาหลีใต้ แร่เหล็กจากออสเตรเลีย ไปจนถึงยอดนักท่องเที่ยวในไทย

แม้ว่าระดับผู้บริหารหลายบริษัทจะไม่ได้ออกมายอมรับตรงๆ ว่ากำลังประสบปัญหา แต่ทุกอย่างก็สะท้อนอยู่ในผลประกอบการไตรมาสล่าสุด อาทิ ฮุนได ผู้ผลิตรถยนต์จากเกาหลีใต้ ที่กำไรไตรมาส 3 ของปีนี้ร่วงหนัก จากยอดขายที่ไม่เข้าเป้าทั้งในจีนและสหรัฐ

หรือก่อนหน้านั้นไม่กี่วันรัฐบาลแดนโสมขาวเพิ่งเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล็อตใหญ่ออกมา ซึ่งครอบคลุมถึงการปรับลดภาษี หวังเพิ่มการจ้างงานในประเทศ หลังจากตัวเลขการส่งออกเดือนกันยายนของประเทศดังกล่าวทรุดลง 8% เทียบปีต่อปี ขณะที่นายคิม ดอง-ยุน รัฐมนตรีคลังยอมรับว่า เกาหลีใต้กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงอย่างหนักหน่วงจากภายนอก

ข้ามฝั่งมาที่ญี่ปุ่น ผู้บริหารบริษัทแคนนอนแสดงความกังวลถึงหางเลขจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีนว่า ศก.โลกอาจได้รับผลกระทบหนักหากการทะเลาะกันจะลากยาวออกไป

“หนึ่งในความกังวลคือ สถานการณ์นี้จะเป็นไปอีกนานแค่ไหน ยิ่งปัญหานี้รุนแรงขึ้นก็จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดภาวะชะลอตัว ไม่ใช่เฉพาะในจีนหรือสหรัฐ แต่รวมถึงหลายภูมิภาคทั่วโลก” นายโทชิโซะ ทานะกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินบริษัทแคนนอนกล่าว

ส่วนประเทศไต้หวันซึ่งเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงไปยังจีน นักวิเคราะห์มองว่า มีความเสี่ยงสูงจากการทรุดตัวของมูลค่าการค้าในภูมิภาคตลอดจนการบริโภคในจีนที่ลดลง เพราะภาคการผลิตที่ซบเซาย่อมสั่นสะเทือนค่าจ้างและระดับการจ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น การออกมาตรการรับมือของภาครัฐจะใช้เวลานานกว่าการก่อตัวของปัญหามาก

ด้านธนาคารโลกระบุในรายงานเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับล่าสุด “Navigating Uncertainty” ว่า การขยายตัวลดลงทุกๆ 1% ของจีดีพีจีนจะฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์แผ่วลง 0.4%, 0.5%, 0.8% และ 1.2% ตามลำดับ

อีกทั้งจะส่งผลให้การเติบโตของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียแปซิฟิกลดลง 0.5% ในระยะ 2 ปี โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจจีนที่ผันผวน จะทำให้ยอดการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จากมองโกเลีย เมียนมา มาเลเซีย ไทยและเวียดนามลดลง

กรณีของประเทศไทยนอกจากตัวเลขการส่งออกไปจีนจะแผ่วลงแล้ว ยอดนักท่องเที่ยวจากแดนมังกรที่มาเยือนไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด โดยลดลง 15% ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากอุบัติเหตุเรือล่มที่ภูเก็ตจนมีนักท่องเที่ยวจีนสังเวยชีวิตไป 47 ราย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจในแดนมังกรก็มีผลเช่นกัน

ขณะที่ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกับจีนอย่างแนบแน่น เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกสินค้าปี 2561 มากกว่า 1 ใน 3 จากประเทศดังกล่าวมีจุดหมายปลายทางที่จีน แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีสิ่งบ่งบอกชัดว่าเศรษฐกิจแดนจิงโจ้กำลังโดนหางเลขจากสงครามการค้า แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ออสเตรเลียจะเจอแรงสะเทือนหนักอย่างแน่นอนถ้าเศรษฐกิจแดนมังกรแผ่วยาว

นายซาอูล เอสเลค นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแทสมาเนียตั้งข้อสังเกตว่า ออสเตรเลียเปราะบางต่อภาวะชะลอตัวยาวนานของเศรษฐกิจจีน ไม่เพียงเพราะยอดการส่งออกไปยังจีนมีมูลค่ามหาศาล แต่ยังเป็นเพราะลูกค้าในจีนเป็นผู้กำหนดราคาสินค้า ของผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันที่เราจะส่งไปขายยังญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวันด้วย

 

 

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว