ปรากฏการณ์กองทุน TFFIF นักวิเคราะห์ประสานเสียง “ถือยาว”

145

เดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยหรือ Thailand Future Fund (TFFIF) หน่วยลงทุนร้อนแรงประจำปีนี้ ที่สร้างปรากฏการณ์ไว้มากมาย

ก่อนหน้าที่ TFFIF จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์  มีการเสนอขายหน่วยลงทุนส่วนเพิ่มทุนแก่ผู้จองซื้อทั่วไป เมื่อวันที่ 12 – 19 ตุลาคมที่ผ่านมา  ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนรายย่อย จองซื้อหน่วยลงทุนมีมูลค่ามากกว่า 28,800 ล้านบาท มากกว่ามูลค่าที่ได้จัดสรรไว้เบื้องต้น

ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนได้สำรวจปริมาณความต้องการซื้อหน่วยลงทุนของนักลงทุนสถาบันในแต่ละช่วงจำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายเบื้องต้น(Book Building) พบว่ามีนักลงทุนสถาบันในประเทศซึ่งรวมถึงสถาบันที่บริหารกองทุนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วไป เช่น กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนประกันสังคม เป็นต้น แสดงความต้องการจองซื้อหน่วยลงทุนที่จำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายสูงสุดของช่วงจำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายเบื้องต้น มากกว่าหน่วยลงทุนที่จัดสรรไว้เบื้องต้นเช่นกัน

ส่งผลให้จำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายสุดท้ายในครั้งนี้เท่ากับ 4,470 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่าการเสนอขายส่วนเพิ่มทุนเท่ากับ 44,700 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณการอัตราการปันส่วนแบ่งให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในปีแรก เท่ากับร้อยละ 4.751 เป็นการเสนอขายที่มีมูลค่าการเสนอขายสูงที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2561

TFFIF ไม่ได้เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานกองแรกที่นักลงทุนไทยรู้จัก เพราะที่ผ่านมา กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ ดีไอเอฟ (DIF) หรือชื่อเดิม กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท หรือ ทรูจีไอเอฟ (TRUEGIF) ก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2556 แต่ดูเหมือนจะได้รับความสนใจไม่คึกคักเท่า TFFIF

นักวิเคราะห์มองว่า ความแตกต่างระหว่าง TFFIF กับ DIF คือ TFFIF เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการสนับสนุนโดยภาครัฐ มีทรัพย์สินเป็นเส้นทางคมนาคมทางด่วน 2 สาย ที่ไม่มีคู่แข่ง และมีโอกาสเติบโตมากขึ้นตามการเติบโตของเมือง และเศรษฐกิจ ขณะที่ DIF เป็นของเอกชน มีทรัพย์สินเป็นโครงข่ายโทรคมนาคม ที่ส่วนใหญ่ผู้ใช้บริการก็คือบริษัทเจ้าของกองทุนอย่างทรูเอง  และแนวโน้มการแข่งขันทางธุรกิจโทรคมนาคมในปัจจุบันก็ไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนในอดีต

เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด(มหาชน)  ก็ให้เหตุผลสนับสนุนการลงทุนในกองทุน TFFIF ว่า ทางพิเศษฉลองรัช และบูรพาวิถี เป็นทางด่วนที่เปิดใช้บริการมาราว 10-20 ปี พบว่ามีรายได้ค่าผ่านทางเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยทางด่วนฉลองรัช เป็นเส้นทางที่นำคนจากกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ย่านมีนบุรี รามอินทรา ลาดพร้าว  ซึ่งเป็นย่านที่มีหมู่บ้านจัดสรรอยู่กันอย่างหนาแน่ เข้าสู่ในเขตเมือง เห็นการเติบโตของเส้นนี้ทุกปีๆ ละ 3-5%

ขณะทื่ทางด่วนบูรพาวิถี บางนา ชลบุรี  ระยะทาง 55 กิโลเมตร ถือเป็นทางด่วนที่ยาวที่สุดในเมืองไทย  นอกจากเป็นเส้นทางของการเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออก ที่มีการเติบโตทุกปีแล้ว  แผนการพัฒนาโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ก็จะทำให้เส้นทางนี้มีการใช้งานเพิ่มมากยิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์จากหลักทรัพย์บัวหลวงยังให้ความมั่นใจว่า ทางด่วนทั้ง 2 เส้นทางสามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงมาเป็นเวลานาน ขณะที่กองทุนมีอายุยาวนานถึง 30 ปี รายได้ที่เข้ามาจะสามารถนำมาปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกปี  นอกจากนั้นยังเชื่อว่า แม้กองทุนจะระบุว่าสามารถจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย  แต่คาดว่าจะสามารถจ่ายได้รายไตรมาส

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังให้ความเห็นถึงความกังวลว่าเมื่อครบ 30 ปี เงินลงทุนจะเป็นศูนย์  ว่ากองทุนนี้ไม่ได้กำหนดอายุ แต่สิทธิการรับรู้รายได้ในทางด่วนทั้ง 2 เส้นทาง คือ 30 ปี เงินปันผลที่ได้ในแต่ละครั้งก็เหมือนปันเงินต้นออกมาด้วย จากการจ่ายเงินปันผลราว 5%  ซึ่งอนาคต ค่าผ่านทางมีโอกาสปรับขึ้นตามค่าเงินเฟ้อ โดยจะพิจารณาทุก 5 ปี  ทำให้สบายใจได้ว่าเงินปันผลจะไม่ได้อยู่คงที่ แต่มีโอกาสจะปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราความคับคั่งของการจราจร  และบวกกับค่าผ่านทางที่รวมเงินเฟ้อเข้ามาด้วย

 

ด้าน ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนบริษัทจัดการ กล่าวว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยหรือ TFFIF นำหน่วยลงทุนเข้าทำการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 31 ตุลาคม โดยใช้ชื่อย่อ ‘TFFIF’ ในการซื้อขายบนกระดานหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ต้องการเข้าลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่มีโอกาสได้รับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยต่างให้การตอบรับเป็นอย่างดีในช่วงที่เปิดจองซื้อหน่วยลงทุนที่ผ่านมา

ทางพิเศษทั้ง 2 สายทางดังกล่าว มีแนวโน้มจะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ อาทิ ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ที่ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ทางพิเศษในการเดินทาง ปริมาณรถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขยายโครงข่ายทางพิเศษและทางเชื่อมต่อในอนาคต ตลอดจนนโยบายการพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงการเติบโตของที่อยู่อาศัยในพื้นที่แถบชานเมืองและพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ ที่จะส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ทางพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน  ซึ่งตนมั่นใจว่ากองทุนนี้จะให้ผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องไปในระยะยาว จึงอยากให้ผู้ถือหน่วยลงทุนอย่ารีบขาย รอรับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า

เล็งมอเตอร์เวย์-กาญจนาภิเษก เข้ากองทุน

ด้าน ประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะตัวแทนภาครัฐ เปิดเผยว่า การจัดตั้ง TFFIF ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการระดมทุนให้แก่หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินหรือเงินกู้ยืมที่มีรัฐบาลค้ำประกัน

ทั้งนี้  หลังจาก TFFIF เข้าลงทุนครั้งแรกในส่วนแบ่งรายได้ของทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษบูรพาวิถีแล้ว ในอนาคตกองทุนยังมีโอกาสเข้าลงทุนเพิ่มเติมในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนากิจการโครงสร้างพื้นฐาน โดยก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (สายกรุงเทพมหานคร – บ้านฉาง) และหมายเลข 9 (สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร) ซึ่งเป็นทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานของกรมทางหลวงที่มีการจัดเก็บรายได้จากค่าผ่านทาง เข้าระดมทุนเพิ่มเติมผ่าน TFFIF ในอนาคต

ขณะที่ ดร.สุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินที่กองทุน TFFIF เข้าลงทุนครั้งแรก กล่าวว่า กทพ.ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษบูรพาวิถีตามปกติ โดยจะจัดให้มีตู้เก็บค่าผ่านทางแบบเงินสดและตู้เก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ทางพิเศษได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกในการใช้บริการและลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง

ส่วนเงินที่ได้รับจากการโอนสิทธิในรายได้ของทางพิเศษดังกล่าว กทพ. คาดว่าจะนำไปใช้ลงทุนพัฒนาทางพิเศษ 2 สายทาง ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 เชื่อมต่อไปยังถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออกและส่วนต่อขยายทดแทนตอน N1 เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ กทพ. ที่มุ่งมั่นพัฒนาทางพิเศษ เพื่อให้บริการที่ดี มีความคุ้มค่า สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย อย่างยั่งยืน

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว