ไทยเครดิตฯ เลือกทางถนัด รุก Nano Finance เจาะรากหญ้า

581

แม้ไทยประกันชีวิตจะเป็นบริษัทประกันภัยรายใหญ่ที่สุดของคนไทย และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ด้วยอายุยาวนานถึง 76 ปี แต่สำหรับธุรกิจธนาคาร  ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด(มหาชน) ที่ไทยประกันชีวิตเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อายุเพียง 11 ปี ถือเป็นน้องเล็กที่สุดในธุรกิจธนาคารไทย

ด้วยการเป็นธนาคารเพื่อรายย่อยรายเดียวในธุรกิจธนาคารไทย  ทำให้ขอบเขตการให้บริการได้เฉพาะแก่ประชาชนรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีการจำกัดวงเงินการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้แต่ละราย โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

AIA Vitality

แต่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) วิญญู ไชยวรรณ ก็มองว่า นี่คือตำแหน่งการทำที่เหมาะสมของไทยเครดิต  และแม้อนาคตไทยเครดิตอาจเติบโตขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์ ก็ยังคงไม่ทิ้งการทำตลาดรายย่อย ที่วันนี้ถือว่า ไทยเครดิตฯ คือธนาคารที่มีความชำนาญที่สุด

ไทยเครดิต วางวิสัยทัศน์ของธนาคารให้เป็น Micro Finance Bank ที่จะสนับสนุนให้ลูกค้าผู้ประกอบการรายเล็ก และรายย่อย เติบโตทางธุรกิจ ด้วยการนำเสนอสินเชื่อนาโน และไมโคร ไฟแนนซ์ ที่ธนาคารอื่นๆ ไม่มี  โดยมุ่งเจาะ 2 กลุ่มลูกค้า

กลุ่มแรก เป็นลูกค้าตลาดหลัก คือ กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อย (นาโนไฟแนนซ์) ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายของแบบดั้งเดิม หรือแผงค้าในตลาดสดที่ค้าขายมาเป็นเวลานาน  แต่มักต้องเผชิญกับปัญหาการเงิน  เช่น กระแสเงินสดไม่เพียงพอ การสูญเสียรายได้เมื่อเจ็บป่วย และประสบกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ทำให้เกิดความจำเป็นต้องใช้เงินในครอบครัว ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินในระบบ หลายคนจึงเลือกใช้เงินกู้ที่มีค่าธรรมเนียมและอัตราดอกเบี้ยสูง หรือจากแหล่งเงินกู้ที่ไม่เป็นทางการ รวมถึงผู้ให้กู้ยืมนอกระบบ

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มลูกค้าไมโครเอสเอ็มอี(ไมโครไฟแนนซ์) ธุรกิจที่บริหารงานโดยเจ้าของที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น ร้านขายยา คลินิกขนาดเล็ก ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ซึ่งปกติมักเป็นธุรกิจครอบครัวที่ทำธุรกรรมด้วยเงินสดเท่านั้น มีประวัติเครดิตคลุมเครือ และไม่มีการจัดทำงบการเงินอย่างเป็นระบบ ทำให้การขยายธุรกิจ มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และประสบปัญหากระแสเงินสดเป็นครั้งคราว

“ธุรกิจรายย่อยและธุรกิจไมโครเอสเอ็มอีหลายล้านแห่งเหล่านี้ เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย พวกเขาทำงานหนักเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีประวัติการเงินที่แข็งแกร่งนัก นั่นคือเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้หันไปพึ่งสินเชื่อในช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น เงินกู้นอกระบบ โรงรับจำนำ กู้ยืมจากเพื่อนหรือญาติพี่น้อง เพราะธนาคารในระบบไม่ให้ความสนใจและถูกละเลยจากสถาบันการเงินทั่วไป การได้สินเชื่อจากธนาคารไทยเครดิตฯ จึงช่วยให้พวกเขาสามารถจ่ายคืนเงินกู้จากเจ้าหนี้ที่ไม่เป็นทางการเหล่านั้นได้” วิญญูกล่าว

ปัจจุบัน ธนาคารไทยเครดิตฯ มีสาขาที่ให้บริการในการฝาก-ถอน และบริการสินเชื่อ 21 แห่ง และมีจุดให้บริการสินเชื่อ 295 จุด ด้วยผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ หรือเซลล์  1,200 คน กระจายอยู่ตามตลาดสดทั่วประเทศ 2,700 แห่ง  มีลูกค้ารวม 174,000 ราย  ปล่อยสินเชื่อไปแล้วราว 45,000 ล้านบาท  ซึ่งสินเชื่อที่จะปล่อยให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือ นาโนไฟแนนซ์  จะอยู่ราว 50,000 – 60,000 บาท  ส่วนผู้ประกอบการรายเล็ก ไมโครไฟแนนซ์ จะอยู่ราว 2-3 ล้านบาท

รอย ออกุสตินัส กุนารา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ลูกค้าสามารถสมัครขอใช้สินเชื่อสำหรับลูกค้านาโนและไมโครได้ที่สาขาของธนาคารซึ่งมีมากกว่า 300 สาขาทั่วประเทศ โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน หรือหลักประกัน กระบวนการให้สินเชื่อของธนาคารเป็นเรื่องง่ายและโปร่งใส ลูกค้าจะได้รับใบเสร็จรับเงินและการยืนยันทาง SMS สำหรับการชำระเงินกู้ทั้งหมด เพื่อให้สามารถเก็บบันทึกรายละเอียดของเงินกู้ได้ โดยผู้จัดการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ของธนาคาร หรือ RMs จะไปพบปะลูกค้าอยู่เสมอ ลูกค้าจึงไม่ต้องเสียเวลาไปที่สาขา

รอย กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นเดือนละราว 5,000 ราย  โดยธนาคารฯ มีแผนในการขยายจุดให้บริการเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 500 แห่งในปี 2562 เข้าถึงตลาด 5,000 แห่งทั่วประเทศ  พร้อมเปิดตัวแคมเปญโฆษณาเพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เพื่อให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กได้มากขึ้น ด้วยภาพยนตร์โฆษณา “ใครไม่เห็น เราเห็น” ภายใต้แนวคิด “ทุกคนคือคนสำคัญ”  ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ธนาคารฯมีภาพยนตร์โฆษณา

นอกจากนี้ ยังวางโครงการเพื่อสังคมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ในชื่อ “โครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร รู้ขยัน รู้ออม รู้วินัย” จัดอบรมให้ความรู้ด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสินเชื่อนาโนและไมโครไฟแนนซ์ เพื่อให้สามารถสร้างความมั่งคั่งให้แก่กิจการ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวในอนาคต  โดยแผนงานทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายที่จะขยายลูกค้าให้เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 8,000-10,000 คน และทำให้ภาพรวมสินเชื่อของธนาคารฯ เติบโตได้ถึง 15%

โดยวิญญู ไชยวรรณ กล่าวว่า แม้การปล่อยสินเชื่อนาโน และไมโครไฟแนนซ์ ของธนาคารไทยเครดิตฯ จะไม่มีการวางหลักประกัน หรือผู้ค้ำประกัน แต่ก็มั่นใจว่า สินเชื่อที่ปล่อยไปจะไม่เป็นหนี้สูญ  เพราะลูกค้าเป้าหมายจะเป็นผู้ที่ทำมาค้าขายอยู่ในตลาดมาเป็นเวลานาน มีแผง หรือร้าน เป็นช่องทางทำมาหากินหลัก คงไม่มีใครทิ้งที่ทำกินของตนแน่นอน

362Degree.com