อย่านิ่งนอนใจ ! เดลล์ชี้ กว่า 1 ใน 4 ขององค์กรไทย ยังล้าหลังด้านดิจิทัล

215
Light trails above buildings at night in China.

Thailand 4.0, IoT, Robot  หรือ Cloud  กลายเป็นหัวข้อหลักที่แทบทุกองค์กรในประเทศไทยพูดถึง…

การ Transform องค์กรสู่การทำงานด้วยดิจิทัล ถือเป็นเป้าหมายใหญ่ แม้จะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน บ้างต้องการนำดิจิทัลมาพัฒนาการทำงานให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น  บ้างต้องการใช้ดิจิทัลมาสร้างนวัตกรรมให้กับองค์กร และบ้างก็วิ่งหาดิจิทัลเพราะกลัวว่า หากละเลย ดิจิทัลจะเข้ามากลืนกินธุรกิจเหมือนที่ทำกับหลายๆ ธุรกิจมาก่อนหน้า

แต่ข้อมูลจากผลสำรวจ ”ดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์” ซึ่งดำเนินการโดย แวนสัน บอร์นเป็นผู้เชี่ยวชาญอิสระในการทำวิจัยด้านการตลาดสำหรับภาคเทคโนโลยี จากประเทศอังกฤษ  พบว่า กว่า 1 ใน 4 ของธุรกิจในไทย กำลังอยู่ในสภาพถูกปล่อยทิ้งและอาจล่มสลายในอีก 5 ปี

แวนสัน บอร์น  ได้ทำการสำรวจผู้นำธุรกิจ 100 รายในประเทศไทย จากองค์กรธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เพื่อวัดสถานภาพขององค์กรใน ดัชนีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์  โดยแบ่งกลุ่มองค์กรตามความมุ่งมั่นพยายามในเรื่องดิจิทัล ด้วยการประเมินในเรื่องของกลยุทธ์ด้านไอที ความริเริ่มในการปฏิรูปคนทำงาน และความสามารถที่รับรู้ได้โดยเทียบจากคุณลักษณะสำคัญที่ธุรกิจดิจิทัลต้องมี

รายงานดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ Dell Technologies Digital Transformation Index (the DT Index) ได้รับความร่วมมือจากอินเทล จับความก้าวหน้าในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลขององค์กรธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่ พร้อมประเมินเกี่ยวกับความหวังและความกลัวของผู้นำธุรกิจที่มีต่อมุมมองในเรื่องของดิจิทัล โดยในระยะเวลา 2 ปี หลังจากที่เริ่มเปิดตัว DT Index ไปในปี 2016 เดลล์ เทคโนโลยีส์ และอินเทลได้ขยายขอบเขตของการวิจัยให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่า 2 เท่า จาก 16 ประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 42 ประเทศ พร้อมกับได้ทำการเปรียบเทียบองค์กรธุรกิจถึง 4,600 แห่ง

โดยผลการศึกษาเผยว่า 71 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำธุรกิจในไทย เชื่อว่าองค์กรของตนคงต้องพยายามเป็นอย่างมากเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าภายในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปี  ขณะที่อีก 33 เปอร์เซ็นต์ หวั่นเกรงว่าตนจะถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังเพราะตามดิจิทัลไม่ทัน

และหากแบ่งกลุ่มจากผลสำรวจผู้นำธุรกิจ 100 รายในประเทศไทย พบว่า

7%  อยู่ในตำแหน่ง ผู้นำด้านดิจิทัล  (Digital Leaders)  โดยมีการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ในหลากหลายรูปแบบ และถูกปลูกฝังอยู่ในดีเอ็นเอของธุรกิจ

40% เป็น ผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล  (Digital Adopters)  ด้วยการมีแผนงานด้านดิจิทัลที่เป็นจริงเป็นจัง มีการลงทุนและมีนวัตกรรมในองค์กร

25%  คือ ผู้ที่กำลังประเมินดิจิทัล  (Digital Evaluators) มีการตอบรับการปฏิรูปองค์กรสู่ดิจิทัลอย่างระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป มีการวางแผนและลงทุนสำหรับอนาคต

23% เป็น ผู้ตามในเรื่องดิจิทัล (Digital Followers)   มีการลงทุนด้านดิจิทัลน้อยมาก เพิ่งเริ่มต้นวางแผนคร่าวๆ สำหรับอนาคต

และ 5%  กลายเป็น ผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังดิจิทัล (Digital Laggards)  ไม่มีแผนงานด้านดิจิทัล มีการลงทุนและความริเริ่มที่จำกัดในองค์กร

นพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย กล่าวว่า  เทคโนโลยีดิจิทัลอาจเปรียบเหมือนสึนามิ ที่สามารถทำลายล้างธุรกิจ แต่เทคโนโลยีก็สามารถช่วยให้สร้างธุรกิจใหม่ๆ หรือสร้างโอกาสใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนได้ แต่องค์กรจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเรียนรู้และปรับองค์กรให้ตามเทคโนโลยีให้ทัน

ซึ่งหากมองตามดัชนี DT Index สรุปได้ว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทย ได้รับการจัดแบ่งประเภทให้อยู่ในกลุ่มของผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล (Digital Adopters) โดยบริษัทเหล่านี้ มีแผนงานและนวัตกรรมที่ล้ำหน้าในองค์กรที่ช่วยขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูปองค์กร (transformation)  แต่ราว  1 ใน 4 ของบริษัทยังอยู่ใน 2 กลุ่มหลัง ซึ่งหมายความว่าบริษัทเหล่านี้ กำลังก้าวไปอย่างช้าๆ หรือไม่ก็ยังไม่มีแผนงานด้านดิจิทัลเลย

ผลการวิจัย ยังพบว่า 96 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญที่กีดขวางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล  โดยอุปสรรคสูงสุด 5 อันดับที่กีดขวางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ได้แก่

  1. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์
  2. วัฒนธรรมด้านดิจิทัลที่ยังไม่แข็งแรงพอ ขาดความสอดคล้อง และการประสานความร่วมมือภายในบริษัท
  3. ขาดวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่สอดคล้องกัน
  4. ขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำงานให้ทันต่อธุรกิจ
  5. ขาดทักษะและความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร

“อุปสรรคเหล่านี้ เป็นปัจจัยขัดขวางความพยายามในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ตัวอย่างเช่น 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำธุรกิจในไทย เชื่อว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลควรแพร่หลายและครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรได้มากกว่านี้ ในขณะที่ 61 เปอร์เซ็นต์ เห็นพ้องว่าองค์กรตนควรจะปฏิรูปเองมากกว่ารอให้ถูกปฏิรูปภายใน 5 ปี”

การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจกำลังเดินหน้าเพื่อที่จะก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับการคุกคามในการที่จะถูกเอาชนะจากผู้เล่นที่ไวกว่าและมีนวัตกรรมเหนือกว่า เราเห็นเรื่องดังกล่าวได้จากประเด็นต่อไปนี้

69 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยเร่งสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่

68 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจสร้างระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวไว้ในทุกอุปกรณ์ แอปพลิเคชัน และอัลกอริธึมทั้งหลาย

65 เปอร์เซ็นต์ กำลังพยายามอย่างหนักในการพัฒนาทักษะรวมถึงความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร เช่นการสอนให้พนักงานเรียนรู้วิธีการเขียนโค้ด

52 เปอร์เซ็นต์ แบ่งปันความรู้ในทุกฟังก์ชันงาน ด้วยการเตรียมพร้อมให้ผู้นำด้านไอที มีทักษะทางธุรกิจ และให้ผู้นำธุรกิจมีทักษะไอทีในขณะเดียวกัน

นพดล กล่าวต่อว่า บริษัทต่างๆ กำลังหันมาหาเทคโนโลยีเกิดใหม่และระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ (และสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่น) ในการปฏิรูปแผนการลงทุนที่วางไว้ภายใน 1 ถึง 3 ปีข้างหน้า

73 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทย ตั้งใจที่จะลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์

63 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยตั้งใจว่าจะลงทุนด้านมัลติ-คลาวด์

61 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยตั้งใจว่าจะลงทุนด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้แนวทางมุ่งเน้นที่การประมวลผลเป็นหลัก รวมถึงศักยภาพและการดำเนินการที่เหมาะสมและคุ้มค่าในเรื่องของเวิร์กโหลด

56 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยตั้งใจว่าจะลงทุนเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI)

55 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยตั้งใจว่าจะลงทุนในเทคโนโลยี IoT

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจจำนวนมากกำลังวางแผนกระทั่งว่าจะทดลองใช้เทคโนโลยีที่เพิ่งเริ่มเกิด โดย 55 เปอร์เซ็นต์ กำลังจะลงทุนด้าน Blockchain ในขณะที่อีก 44 เปอร์เซ็นต์ จะลงทุนในระบบที่มีกระบวนการรับรู้ได้เอง (cognitive systems) และ 40 เปอร์เซ็นต์จะลงทุนใน VR/AR

“นับว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับธุรกิจ เรากำลังมาถึงจุดที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่เทคโนโลยี และธุรกิจ รวมถึงมนุษยชาติมาร่วมกันสร้างโลกที่เชื่อมต่อมากยิ่งขึ้น มีคุณภาพยิ่งขึ้น  องค์กรที่วางเทคโนโลยีไว้เป็นศูนย์กลาง จะได้รับคุณประโยชน์จากโมเดลธุรกิจดิจิทัล รวมถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการทุกสิ่งได้ในแบบอัตโนมัติและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ นี่คือสาเหตุที่การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง” นพดล กล่าว

362Degree.com