ธุรกิจขานรับโรดแมปเลือกตั้ง “กลุ่มทุนใหญ่-ต่างประเทศ” เริ่มขยับรับข่าวดี

286

แม้ว่าจะยังไม่ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ และเป็นจุดเริ่มต้นในการกลับมาสู่ “ประชาธิปไตย” อีกครั้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า หลังรัฐบาลออกมาประกาศโรดแมปการเลือกตั้งออกมาทุกภาคส่วนต่างขานรับในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นลำดับ

โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ได้ทำสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากสำรวจภาคธุรกิจทั่วประเทศ 378 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยทุกภาคดีขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปัจจุบัน อยู่ที่ 47.8 และดัชนีความเชื่อมั่นฯในอนาคต อยู่ที่ 51.9 ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ โดยรวม อยู่ที่ 49.8 ซึ่งเป็นดัชนีสูงสุดนับจากทำการสำรวจมา 8 เดือน

พร้อมระบุด้วยว่า แนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าเดือนกันยายนที่ผ่านมายังมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจท้องถิ่นมีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงนักลงทุนต่างชาติส่งสัญญาณเข้าลงทุนในไทยมากขึ้น ทั้งจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น  และมองว่าการประกาศเลือกตั้งของไทยนั้นทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มขึ้น

 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

สอดรับกับความเห็นของ ของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ที่มองว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. …. และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พ.ศ. ….มีผลบังคับใช้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนต่างชาติและในประเทศอย่างมาก

และคาดว่าหลังจากนี้มีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยทั้งตลาดเงิน และตลาดทุน ผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยขยับสูงขึ้น

โดยล่าสุดสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ได้ประเมินว่า หากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การลงทุนภาครัฐที่มีการปูพื้นไว้จะถูกสานต่อ จากปัจจุบันยังเหลืองบการทุนอีกราว 2 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังมองว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกลุ่มรากหญ้าซึ่งจะช่วยสร้างสีสันให้กับเศรษฐกิจไทยได้

นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้นจะกลับมาคึกคักหลังวันที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ และในปีหน้าคาดว่าจะเห็นฟันด์โฟลว์ต่างชาติกลับเข้ามา มองดัชนีฯ เป้าหมายไตรมาสสุดท้ายถึงต้นปีหน้าที่ 1,733 จุด

อย่างไรก็ตามอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตบ้าง ซึ่งต้องดูแนวโน้มช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งจะเป็นช่วงที่ได้เห็นการหาเสียงของพรรคการเมืองและนโยบายของแต่ละพรรค

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

ด้าน “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนตุลาคม 2561 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (Bullish) สูงสุดในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา โดยผลสำรวจชี้ว่า นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์การเมืองอย่างการเลือกตั้ง และภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง

โดยคาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ธ.ค.61) เพิ่มขึ้นมาก อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (Bullish) (ช่วงค่าดัชนี 120-160) เพิ่มขึ้น 12.01% อยู่ที่ระดับ 120.60

นอกจากนี้ ยังพบว่า ดัชนีกลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับเพิ่มจากการสำรวจครั้งก่อนขึ้นมาอยู่ที่ Zone ร้อนแรง และดัชนีกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ที่ Zone ร้อนแรง

ส่วนดัชนีกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ และกลุ่มนักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ แทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยยังคงอยู่ใน Zone ทรงตัว (Neutral)

ทั้งนี้ มองว่าหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK) หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธุรกิจแฟชั่น (FASHION)

เช่นเดียวกับ “สมบัติ นราวุฒิชัย” เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ที่เผยว่าปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นระยะยาวที่สุด คือ ปัจจัยการเมือง และแนวโน้มการเลือกตั้งที่ชัดเจน

ด้าน “ภรณี ทองเย็น” อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน มองว่า เทรนด์หุ้นช่วงการเลือกตั้งมีหุ้นหลายกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ อาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ด้วยโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ จะมีการเดินหน้าสานต่อ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นปัจจัยบวกแก่หุ้นกลุ่มนี้ รวมทั้งปัจจุบันมีงบการลงทุนภาครัฐที่เหลืออยู่รวมเม็ดเงินที่ลงทุนในโครงการอีอีซีและโครงการท่าเรือราว 3 ล้านล้านบาท

รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, กลุ่มสาธารณูปโภค, หุ้นกลุ่มค้าปลีก รวมถึงหุ้นกลุ่มสื่อนอกบ้าน เนื่องจากเป็นสื่อที่มีการใช้ในช่วงหาเสียงเป็นจำนวนมาก

สัญญาณต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มดีขึ้นมาตั้งแต่กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะดัชนีหุ้นไทยที่ทะยานขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแมปที่วางไว้ได้หรือไม่นั้นยังคงเป็นประเด็นที่ต้องลุ้นและเดาใจรัฐบาล คสช. กันต่อไป

 

 

 

362Degree.com