เตรียมเงินไว้เลย !!! หุ้นพื้นฐานดี อนาคตสวย “BGC” เปิดจอง 8-10 ต.ค.นี้

432

แล้วก็ถึงเวลาของ หุ้น  IPO น้องใหม่ ศักยภาพสูงที่พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนจับจอง   บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้ผลิต จัดจำหน่าย ส่งออก และนำเข้าบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ของไทย ได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) และแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน

โดยพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน  เผยว่า บริษัทฯ ได้สำรวจความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของ บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จากนักลงทุนสถาบัน (Book Building) เมื่อวันที่  3-4 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนสถาบันได้แสดงความต้องการจองซื้อที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 10.20 บาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตในอนาคต

จึงได้กำหนดราคาเสนอขาย IPO ที่หุ้นละ 10.20 บาท โดยเตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในวันที่ 8-10 ตุลาคม 2561 และคาดว่าจะนำหุ้น BGC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 18 ตุลาคมนี้

โดย  บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 194,444,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 28 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ  โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ไปชำระเงินกู้ยืม ขยายโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วแห่งใหม่ในจังหวัดราชบุรีและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

“BGC ได้รับความมั่นใจจากนักลงทุนสถาบันสูงมาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานดีเยี่ยม แม้สภาพเศรษฐกิจจะขึ้นหรือลง แต่การบริโภคกิน ดื่มยังคงเติบโตไปเรื่อยๆ  ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์แก้วเติบโตตามไปด้วย” พงศ์ศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ ศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “BGC”) และบริษัทย่อย (“กลุ่มบริษัทฯ”) ผู้ผลิต จัดจำหน่าย ส่งออก และนำเข้าบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ของไทย กล่าวว่า   BGC  มีวิสัยทัศน์ก้าวเป็นผู้นำการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แก้วและบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพในภูมิภาคอาเซียน โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 BGC มีบริษัทย่อยที่ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วรวม 6 บริษัท มีเตาหลอมแก้วรวมทั้งสิ้น 10 เตา กำลังการผลิตรวม 3,095 ตันต่อวัน จากโรงงานผลิตกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ เช่น จังหวัดปทุมธานี ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ส่งผลดีต่อการจัดหาแหล่งวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ การบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง

ปัจจุบันบริษัทฯ โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วและเตาหลอมแก้วแห่งใหม่ที่จังหวัดราชบุรี 1 เตาหลอม   ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 2,500 ล้านบาท ขณะนี้ได้เริ่มทำการเดินเครื่องอุ่นเตาหลอมแก้ว และคาดว่าจะสามารถผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ในราวเดือนพฤศจิกายนนี้  ส่งผลให้กำลังการผลิตของ BGC เพิ่มขึ้นอีก 400 ตันต่อวัน รวมเป็นประมาณ 3,495 ตันต่อวัน  ซึ่งหากมีความต้องการเพิ่ม ที่โรงงานราชบุรีนี้ก็มีพื้นที่ที่สามารถก่อสร้างโรงงานอีก 1 เตาหลอมได้

“โรงงานแห่งใหม่ที่ราชบุรีนี้ ได้รับการออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น นำระบบสื่อสารข้อมูลการผลิตแบบออนไลน์เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต  รวมถึงระบบ Automation  ที่ทำให้สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบ และสามารถผลิตสินค้าในปริมาณมากเพื่อให้ได้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ โดยขณะนี้มียอดการสั่งซื้อเข้ามาแล้ว”

ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ งวด 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.2561) มีกำไรสุทธิ 270.1 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมีกำไรสุทธิ 121.7 ล้านบาทหรือมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 122.0 สาเหตุหลักมาจากต้นทุนคงที่ลดลงจากการย้ายฐานการผลิตจากโรงงานระยองที่ปิดตัว ไปยังเตาที่มีประสิทธิภาพการดำเนินงานเพิ่มขึ้นและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยแผนงานในปีหน้าจะเน้นการเพิ่มรายได้จากกำไรจากการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร  เช่น  รังนก, ซุปไก่ หรือแยม ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีการผลิตยุ่งยากกว่าขวด แต่สามารถทำกำไรได้สูงกว่า  รวมถึงการขยายตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น จากปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศคิดเป็น 7-8% จากรายได้รวม  จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 10%  ในปีหน้า โดยตลาดที่สำคัญคือ เวียดนาม  ที่อุตสาหกรรมเครื่อดื่มเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละ 20%  รวมถึงออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่มีความต้องการสูง แต่มีกำลังกายผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ก็เป็นโอกาสของ BGC

“บริษัทฯ เชื่อว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้ว จะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเทรนด์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องจากสามารถนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วกลับมารีไซเคิลได้ทั้งหมด และยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีข้อจำกัดในการเข้าแข่งขันสูง (High barrier to entry) เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยรายงาน GlobalData Plc ระบุว่าภาพรวมการบริโภคในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในปี 2561-2565 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 6.7% ต่อปีและ 3.1% ต่อปีตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้ว” ศิลปรัตน์ กล่าว

362Degree.com