จับตา “ตลาดทุน-ศก.โลก” ผันผวนหนักหลัง “ทรัมป” เล็งใช้มาตรการกีดกันการค้าญี่ปุ่น

5826

หลังจากที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ลงนามใน presidential memorandum มีคำสั่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative: USTR) พิจารณาเก็บภาษีนำเข้าที่อัตรา 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน เพราะตรวจสอบพบว่าจีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ อย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลเสียต่อการค้าของสหรัฐฯ

พร้อมทั้งยังเตรียมออกมาตรการจำกัดการลงทุนของจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการลงทุนและการเข้าซื้อบริษัทสหรัฐฯ จากจีนที่ทำให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีหรือการได้ครอบครองเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ โดยอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงถูกจำกัดการลงทุนโดยสหรัฐฯ คืออุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนตามนโยบาย Made in China 2025 ที่ต้องการทดแทนสินค้านำเข้าจากต่างประเทศด้วยการผลิตเองในจีนซึ่งอาจต้องนำเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศ

ขณะที่ประเทศจีนก็ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการเล็งเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ กว่า 128 รายการ มีมูลค่ารวมกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มถูกเก็บภาษีได้แก่ ท่อเหล็ก ผลไม้ และไวน์ที่อัตรา 15% และเนื้อหมูและอลูมิเนียมรีไซเคิลที่อัตรา 25%

พร้อมทั้งยังลดการถือพันธบัตรรัฐบาล เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมผ่านตลาดการเงินได้โดยการเทขายสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปของดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปและหันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพันธมิตรอื่นแทน เพื่อสร้างแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ ให้เร่งตัวสูงเร็วขึ้น

แน่นอนว่า หากทางการจีนทำการเทขายสินทรัพย์ของสหรัฐฯ อย่างฉับพลันและขายพันธบัตรออกมาจำนวนมากอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดพันธบัตรของสหรัฐฯ ได้สูงมากทีเดียว

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่เพิ่งประทุนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มผันผวนอย่างชัดเจน ทุกดัชนีทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นดัชนี S&P ดัชนี Nasdaq ดัชนี Dow Jones ต่างปรับตัวลดลงยกแผง

ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเตรียมประกาศใช้ตอบโตทางการค้ากับประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศต่อไป เพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ

 “อัทธ์ พิศาลวานิช” ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยว่า หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการค้าเพื่อลดลการขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นอีกประเทศ คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกในปี 2562 ขยายตัวลดลงประมาณ 1% และกระทบต่อการส่งออกของไทยในภาพรวมด้วย โดยประเมินว่าส่งออกไทยที่คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ  8-9% อาจลดลงมาอยู่ที่ระดับ  6-7%

อย่างไรก็ตาม ยังประเมินว่าการส่งสัญญาณของสหรัฐฯ ว่าจะใช้มาตรการทางการค้ากับญี่ปุ่นนั้นยังเป็นเพียงการโดยหินถามทาง เพื่อให้ญี่ปุ่นแก้ปัญหาการที่สหรัฐฯ ขาดดุลญี่ปุ่นจำนวนมาก เพราะหากมองในมุมการเมืองญี่ปุ่นถือเป็นพันธมิตรที่ดีกับสหรัฐฯ มาตลอด ถ้าสหรัฐฯ ใช้มาตรการดังกล่าวนี้จะทำให้สหรัฐฯ โดดเดี่ยวและอยู่ในโลกลำบาก

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีแกว่งตัวอิงแดนลบเป็นส่วนใหญ่ โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,685-1,694 จุด ซึ่งยังคงถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามการค้าที่อาจจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เล็งใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศต่อไปอีกหนึ่งประเทศ หลังจากที่ดำเนินการกับประเทศจีนไปแล้ว

ประกอบกับค่าเงินในภูมิภาคก็มีแนวโน้มในทิศทางอ่อนค่า ซึ่งกดดันกระแสฟันด์โฟลว์ที่ยังไหลออกจากประเทศไทยอยู่บ้าง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนักลงทุนขายสุทธิไปกว่า 2 แสนล้านบาท

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้  (10-14  กันยายน 2561) มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวน เนื่องจากต้องพิจารณาสถานการณ์ด้านการค้าว่าจะรุนแรงต่อประเทศไทยอย่างไร โดยประเด็นหลักๆ ยังคงขึ้นอยู่กับ “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าจะพูดเรื่องเก็บภาษีประเทศญี่ปุ่นหรืออนุมัติการเก็บภาษีจีนอีก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐหรือไม่

ขณะเดียวกันในส่วนปัจจัยภายในประเทศก็ต้องรอโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญการได้มาซึ่ง ส.ว. พร้อมยังแนะนำด้วยว่าสำหรับนักลงทุนนั้นช่วงนี้แนะนำให้ “ถือเงินสด” เนื่องจากอาจจะมีความผันผวน จึงควรทยอยสะสมในช่วงอ่อนตัว

 

 

362Degree.com