BDMS เปิดเกมบุกธุรกิจสุขภาพ ส่ง N Health รุกบริการหลังบ้านงานสนับสนุน ร.พ.

512

ชื่อเสียงของ BDMS ในวันนี้  ไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่ในประเทศไทย แต่โรงพยาบาลในเครือ 45 แห่ง เป็นที่รู้จักและยอมรับจากชาวต่างประเทศในเอเชีย และยุโรป บินมาใช้บริการรักษาพยาบาลกันเนืองแน่น ทั้งโรงพยาบาลกรุงเทพ  BNH สมิติเวช พญาไท หรือเปาโล

แต่โรงพยาบาล แม้เป็นส่วนสำคัญที่ทำรายได้ให้กับ BDMS  ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะโรงพยาบาลถือเป็นด่านหน้าในการรับลูกค้า ยังมีด่านหลังกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล N Health  ที่เป็นอีกส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ในวันนี้ และเป็นธุรกิจที่รับกับเทรนด์สุขภาพในอนาคต

ณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ  ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล 7.1 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (บีดีเอ็มเอส)  กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบริการด้านสุขภาพของประเทศไทยยังคงมีอัตราเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายของภาครัฐที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบริการด้านการแพทย์ (เมดิเคิล ฮับ) ชั้นนำของโลก ประกอบกับการขยายตัวของโครงสร้างประชากรสูงวัยทั่วโลก และการที่ชาวต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามารับการรักษาหรือท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งทั้งภาครัฐและเอกชนมีการขยายตัว และมีความต้องการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาดูแล เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น

แต่แนวโน้มของธุรกิจสุขภาพกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเทคโนโลยีในการดูแลสุขภาพดีขึ้น  แนวโน้มของการรักษาคนป่วยให้หายป่วยจะลดลง กลายเป็นเทรนด์การดูแลให้ผู้คนไม่ป่วย และมีอายุที่ยืนยาวขึ้นจะเข้ามาแทนที่

จึงเป็นโอกาส ของกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล ที่ประกอบด้วย บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด (N Health) ผู้ให้บริการด้านการสนับสนุนบริการทางการแพทย์และธุรกิจโรงพยาบาล และ บริษัท เซฟดรัก เซ็นเตอร์ จำกัด (เซฟดรัก) ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ ที่จะเติบโตขึ้น

BDMS ก่อตั้ง N Health ขึ้นในปี พ.ศ.2544 ทำหน้าที่สนับสนุนโรงพยาบาล ยกระดับงานหลังบ้านให้มีมาตรฐานเดียวกับงานหน้าบ้าน หรือโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีสาขาทั้งในและต่างประเทศ 50 สาขา ด้วยจำนวนพนักงานกว่า 2,000 คน มีรายได้หลักจาก บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ บริการวิศวกรรมทางการแพทย์ และบริการผ้าและปราศจากเชื้อภายในโรงพยาบาล  โดยจากจุดเริ่มต้นเป็นการให้บริการกับโรงพยาบาลในเครือ BDMS แต่ปัจจุบันสามารถขยายการให้บริการสู่โรงพยาบาลนอกเครือ  คิดเป็นสัดส่วนลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาล (B2B) 95% ลูกค้ากลุ่มผู้บริโภค (B2C) 5% ทำรายได้ในปี 2560 รวม 3,632 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งบริษัทได้เข้าไปสนับสนุนบริการทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ  อย่างเช่น ห้องปฏิบัติการได้มีจำนวนการตรวจวิเคราะห์เพิ่มขึ้นทั้งในด้านการป้องกัน (Preventive Healthcare) และการตรวจวิเคราะห์เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการรักษาโรคต่างๆ รวมถึงการเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และได้เข้าไปดูแลเครื่องมือแพทย์ในกลุ่มลูกค้าใหม่ เช่น โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลัง เอ็น เฮลท์ ได้พัฒนาศักยภาพการบริการสนับสนุนทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ให้มีประสิทธิภาพด้วยระบบดิจิทัลมากขึ้น รวมทั้งขยายบริการไปสู่ลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคผ่านช่องทางอี-คอมเมิรซ์ ซึ่งมีบริการตรวจสุขภาพที่สามารถไปตรวจถึงที่บ้าน และมีสินค้าเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ พร้อมนำเข้าสินค้าที่มีความแตกต่างอย่างสินค้านวัตกรรมอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับตลาด นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษากฎระเบียบในการลงทุนเพื่อขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆในภูมิภาค อาทิ ประเทศอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ หลังจากได้เปิดสาขาไปยัง ประเทศ กัมพูชา และ เมียนมา เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของการลงทุน เอ็น เฮลท์ ได้วางแผนการลงทุน 3 ปี โดยใช้งบลงทุนปีละ 300 ล้านบาท ในการสร้างศูนย์แล็บขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน ที่มีอยู่กรุงเทพฯ และหาดใหญ่ ก็จะมีการเปิดศูนย์เพิ่มที่ระยอง รองรับการเปิดเออีซี และที่เชียงใหม่  พร้อมกับการขยายศูนย์ปลอดเชื้อ ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ในหาดใหญ่, พัทยา และถนนศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ  ก็จะมีการเปิดเพิ่มอีก 2 แห่ง ที่เชียงใหม่ และฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ

“เราลงทุนสร้างศูนย์ทางการแพทย์เหล่านี้เพิ่ม เน้นให้เป็นศูนย์ที่ใช้เครื่องจักรเป็นหลัก วางระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้พร้อมที่จะรองรับบริการไปถึงลูกค้าภายนอก  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์กับการก้าวสู่เมดิเคิล ฮับ ของประเทศไทย”

  ทั้งนี้ เอ็น เฮลท์ ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2561 ที่ 4,200 ล้านบาท เติบโตขึ้นราว 17% จากอุตสาหกรรมธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาลรวมที่มูลค่า 11,000 ล้านบาท

นอกเหนือธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล เอ็น เฮลท์ ยังได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจค้าปลีกยา โดยการเข้าไปซื้อกิจการร้านขายยา เซฟดรัก จากกลุ่มเภสัชกรผู้ก่อตั้ง เมื่อปี พ.ศ.2558 โดยได้ทำการปรับภาพลักษณ์ของร้านค้าให้ดูทันสมัย มีสินค้าและบริการครอบคลุมตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ด้วยการนำสินค้านวัตกรรมทางการแพทย์ ทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือ ที่มีความแตกต่างจากท้องตลาด สินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ และมีความหลากหลายของสินค้าประเภทยาที่พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย ในราคาที่เหมาะสม

“เราวางเป้าหมายให้เซฟดรักเป็นมากกว่าร้านขายยา  ด้วยการมีเภสัชกรคุณภาพที่สามารถแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพมากกว่าการจ่ายยา  และเรายังมองเทรนด์ของเทคโนโลยี ที่จะเปิดห้องในการรักษาอาการป่วยจากคุณหมอผ่านออนไลน์ ที่ปัจจุบันมีการเปิดให้บริการในหลายประเทศ เช่น จีน  และหากในประเทศมีกฎหมายที่เปิดให้บริการนี้ได้ เราก็พร้อมให้บริการ  เช่นเดียวกับ กฎหมายในการห้ามโรงพยาบาลจำหน่ายยา ที่จะทำให้ราคายาลดลงเป็นมาตรฐาน ก็จะเป็นโอกาสของเซฟดรัก”

ปัจจุบัน เซฟดรัก มีอยู่ 150 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ  ณรงค์ฤทธิ์ วางเป้าหมายที่จะเปิดเพิ่มเป็น 200 สาขาในปีหน้า และจะเปิดสาขาเพิ่มอีกทุกปีราว 20%  พร้อมกับนำเทคโนโลยี Big Data มาใช้ในการให้บริการ ด้วยการพัฒนาระบบสมาชิกผ่านโมบายแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะเริ่มใช้งานเฟสแรกในเดือนตุลาคม 2561 จะทำให้ลูกค้าสามารถสะสมคะแนน  สามารถดูโปรโมชั่นลดราคาต่างๆ ขณะที่เฟสที่ 2 จะพัฒนาระบบที่ลูกค้าสามารถดูประวัติการซื้อยาของแต่ละบุคคล ทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อหรือเติมยาชนิดเดิมได้ด้วยฐานข้อมูลเดียวกันทุกสาขา นอกจากนี้ จะมีบริการให้คำปรึกษาในการตรวจสุขภาพเบื้องต้น แนะนำและนำเสนอแพ็คเกจตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับลูกค้า เพื่อเป็นการตอบโจทย์การดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย

เซฟดรัก ถูกตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2561 ไว้ที่ 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี2560 ที่มีรายได้ 975 ล้านบาท

“กลุ่มเป้าหมายของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะไม่ใช่คนป่วยเท่านั้น แต่จะเป็นคนทั่วไปที่อยากรู้ว่าสุขภาพตนเองเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่รับข้อมูลผ่านสื่อดิจิทัล ดังนั้นแนวทางการสื่อสารของ เอ็น เฮลท์ และ เซฟ ดรัก  คือการใช้ดิจิทัลมีเดียมากขึ้น เพื่อให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายและสร้างการรับรู้ว่า ทั้ง 2 บริษัทมีบริการอะไรบ้างที่สามารถตอบโจทย์เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภค” ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

362Degree.com