เงินบาทแข็งทุบตลาดทั่วโลกผันผวน “ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” ชี้รายได้ Q2/61 ลดทุกกลุ่มสินค้า

352

รายงานข่าวจากบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2561 ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม 3.41 หมื่นล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  เนื่องจากผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและยอดขายปลาทูน่าที่ลดลง กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมากจากไตรมาสที่ผ่านมา มาอยุ่ที่ 4,709 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับ 13.8% เมื่อเทียบกับกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1/2561 ที่ 11.3% สินค้าคงคลังที่มีต้นทุนราคาวัตถุดิบที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจกุ้ง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความผันผวนของตลาด

ในส่วนของยอดขายไทยยูเนี่ยนในไตรมาส 2/2561 พบว่า ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (ambient) มียอดขายลดลง 1.6% จากปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 16,363 ล้านบาท ส่วนยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นลดลง 2.6% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 13,324 ล้านบาท และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่ามียอดขายลดลง 1.2% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4,450 ล้านบาท ในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ยอดขายในอเมริกาเหนือมีสัดส่วน 38% ของยอดขายรวมทั้งหมด ในขณะที่ตลาดยุโรป คิดเป็น 32% ตลาดประเทศไทยมีสัดส่วน 10% และยอดขายตลาดอื่นๆ คิดเป็น 20%

รายงานข่าวยังเปิดเผยด้วยว่า สภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นในอเมริกาเหนือและค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนตัวลง มีผลทำให้ยอดขายอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่เยือกแข็งและแช่เย็น โดยเฉพาะกุ้งและล็อบสเตอร์ มีมูลค่าลดลง ในขณะที่ในส่วนของปริมาณในธุรกิจอาหารทะเลแช่เยือกแข็งและแช่เย็น เติบโตขึ้น 3% ในภูมิภาคหลักนี้

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย จีน และตะวันออกกลาง ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายเพิ่มมากขึ้นจากการออกสินค้าใหม่ และการมุ่งเน้นการสร้างกิจกรรมการขายและการตลาด

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ขณะที่นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความกดดันในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบที่สูงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในหลายๆ ตลาดทั่วโลก แต่บริษัทญ ยังมีอัตรากำไรขั้นต้นและผลกำไรสุทธิที่แสดงถึงการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยบริษัทฯ จะเดินหน้าทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อที่จะผ่านความท้าทายทางธุรกิจและสภาวะตลาดที่ผันผวนนี้ไปให้ได้ ทั้งการพัฒนาธุรกิจ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องและตกลงเข้าซื้อหุ้น 45% ของ ทียูเอ็มดี ลักเซมเบอร์ก (TUMD Luxembourg S.a.r.l หรือ TUMD) ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทในรัสเซีย 3 แห่ง คือ ดาลพรอมรีบา ลิมิเต็ด ไลอะบิลิตี้ คอมพานี, ทอโกโว-พรอมิเชนนี คอมเพลกซ์ “ดาลพรอมรีบา” ลิมิเต็ด ไลอะบิลิตี้ คอมพานี และมากูโร ลิมิเต็ด ไลอะบิลิตี้ คอมพานี โดยทั้ง 3 บริษัทนี้ รวมเรียกว่า ดีพีอาร์ กรุ๊ป ซึ่งดำเนินธุรกิจปลาและอาหารทะเลที่เน้นค้าปลีกและเป็นผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดในรัสเซีย

และเมื่อในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังได้ตกลงเข้าถือหุ้น 25.1% ของธรรมชาติซีฟู้ด ซึ่งคิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 37 ล้านบาท ซึ่งธรรมชาติซีฟู้ดมียอดขายมากกว่า 660 ล้านบาท ให้บริการจัดการอย่างมืออาชีพด้านเคาน์เตอร์อาหารทะเลแก่ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทย โดยมีเคาน์เตอร์อาหารทะเลให้บริการสินค้าทั้งแบบสดและแบบแช่แข็ง 158 แห่งในประเทศไทย ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงเปิดตัวผลิตภัณฑ์คุณภาพของไทยยูเนี่ยน อย่าง เยลโล่ฟิน ทูน่า สไลซ์ และไส้กรอกทู อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภค

 

 

362Degree.com