สัญญาณครึ่งปีหลังบวกต่อเนื่อง กูรูการเงินฟันธงเศรษฐกิจไทยปี’61 เติบโตระดับ 4.5-4.7%

798

จากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2561 ที่ผ่านมา พบว่า มีอัตราการเติบโตอยู่ในระดับ 4.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว นับว่าเป็นอัตราที่สูง หากตัวเลขไตรมาส 2 ขยายตัวได้กว่า 4% ก็จะทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับประมาณ 4.5% และหากในช่วงครึ่งปีหลังนี้สามารถเติบโตได้สักประมาณ 3% กว่าๆ ก็น่าจะทำให้การเติบโตเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในระดับ 4.2% ได้ตามที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้น

ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert ธนาคารกสิกรไทย

สำหรับแนวโน้มในครึ่งปีนี้หลังนี้ “ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์” ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย ได้คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2561 ว่า จะยังคงเติบโตได้ดี ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นอานิสงส์มาจากไตรมาสแรกที่เติบโตมาถึง 4.8%

จับตา “เฟด” ปรับขึ้นดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาสำหรับเศรษฐกิจปีนี้คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีการปรับขึ้นแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ และยังมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอีกภายในปีนี้อีก 2 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ อยู่ที่ 1.75%-2% หากปรับเพิ่มขึ้นอีก 2 ครั้ง จะน่าไปอยู่ที่ประมาณ 2.5% ซึ่งส่งผลกระทบกับประเทศไทยเช่นกัน

โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยนโยบายของไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.50% และส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐก็จะสูงขึ้น โดยนักลงทุนทั่วโลกมองว่า หากแบงก์ชาติปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นธนาคารพาณิชย์ก็มีโน้มว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน

“ปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างที่ต้องจับตาคือ มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งประเทศอื่นๆ อาจจะมีมาตรการตอบโต้สหรัฐได้ ซึ่งทางกสิกรไทยมองว่าเรื่องดังกล่าวจะมีอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีท่าทีผ่อนปรนบ้างบางครั้ง สำหรับไทยมีการค้ากับสหรัฐไม่มาก จึงได้รับผลกระทบน้อย แต่ก็ได้รับผลกระทบด้านการลงทุนในตลาดหุ้นจนทำให้ดัชนีหุ้นไทยรูดลงระนาวในช่วงที่ผ่านมา”

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

มั่นใจ กนง. ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

อย่างไรก็ตาม “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ยืนยันว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2561 นี้ เพราะมองว่าเงินเฟ้อจะยังไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในประเทศก็ยังไม่ดีนัก

แต่ท้ายสุดแล้วยังเชื่อมั่นว่า ภาพรวมเศรษฐกิจสำหรับปี 2561 นี้จะยังมีแนวโน้มที่ดี เพราะภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยยังมีโมเมนตั้มที่ดีต่อเนื่อง พร้อมทั้งมองว่าปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในครึ่งปีนี้คือ ปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย

คาดปี’61 ตัวเลขเศรษฐกิจโต 4.5- 4.7%

เช่นเดียวกับ “กฤษณ์ จันทโนทก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย ที่กล่าวว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังมีอัตราการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพบนอัตราสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2555 โดยคาดว่าปี 2561 นี้จะโตในระดับ 4.7%  ซึ่งก็พบว่ามาตรวัดทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การลงทุนจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงส่งออกและท่องเที่ยว

โดยมองว่างานประมูล “เมกะโปรเจ็กต์” ในอีก 12 เดือนข้างหน้ายังมีโครงการรออยู่มากมาย ซึ่งหากรวมโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปด้วยจะมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท

“กฤษณ์” ยังบอกด้วยว่า แม้ว่าส่งออกและอุปสงค์ในประเทศทยอยปรับดีขึ้น แต่การฟื้นตัวดูเหมือนยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง จึงทำให้ กนง.ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อน่าจะเริ่มเข้ากรอบช่วงครึ่งปีหลัง 2561

ขณะที่ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะขยายตัวร้อยละ 4.2 – 4.7โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการคือ 1. การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกและระดับราคาสินค้าในตลาดโลก ซึ่งจะสนับสนุนให้การส่งออกและการผลิตในภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในเกณฑ์ดีและสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง

2. แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาลและการลงทุนภาครัฐยังอยู่ในเกณฑ์สูง และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 3. การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน ตามการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ความคืบหน้าของโครงการลงทุนของภาครัฐ และการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ และ 4. การปรับตัวดีขึ้นและการกระจายตัวมากขึ้นของฐานรายได้ประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

โดยปัจจัยเสี่ยงที่น่าจับตามองในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเป็นประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ อย่างไร และจะขยายวงกว้างไปประเทศอื่นๆ อีกหรือไม่ รวมถึงปัญหาความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวจีนจากเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการท่องเที่ยวด้วย

 

 

362Degree.com