“เอไอ” มาแรง! PwC ชี้ผลสำรวจระบุ 1 ใน 3 ของผู้บริโภคทั่วโลกมีแผนซื้อมาครอบครอง

451

เป็นแนวโน้มที่น่าจับตาและน่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ เอไอ เช่น หุ่นยนต์ เพราะในปี 2017 ที่ผ่านมามีบริษัทและโรงงานจำนวนมากทยอยเลย์ออฟคนเป็นว่าเล่น เพราะเห็นถึงประโยชน์และความสามารถในการทำงานของปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ที่มีต้นทุนในระยะยาวถูกกว่าการจ้างแรงงานคน

ทำให้ประเด็นปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอตกอยู่ในความสนใจและกลายเป็นคำถามใหญ่ตลอดปีที่ผ่านมาว่าหุ่นยนต์ หรือ เอไอ จะเข้ามาแย่งงานคนมหาศาลในอีก 10 ปีข้างหน้า

Mr.362degree จึงขอนำข้อมูลจากบริษัท PwC ประเทศไทย ที่ได้ทำการสำรวจสำรวจ Global Consumer Insights ผู้บริโภคจำนวนกว่า 22,000 คน ใน 27 ประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับความต้องการซื้ออุปกรณ์ประเภทเอไอมาไว้ใช้ประจำบ้าน รวมถึงใช้ในอุตสาหกรรมของตัวเอง

วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย

“วิไลพร ทวีลาภพันทอง” หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ผลสำรวจ Global Consumer Insights ว่า 32% ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจทั้งหมดมีแผนที่จะซื้ออุปกรณ์เอไอ เช่น หุ่นยนต์ หรือ ผู้ช่วยอัจฉริยะ มาไว้ใช้ในอนาคต

รายงานฉบับนี้ยังระบุอีกว่า 10% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ปัจจุบันเป็นเจ้าของอุปกรณ์เอไอ ไม่ว่าจะเป็น หุ่นยนต์ หรือ ผู้ช่วยอัจฉริยะ อย่าง อเมซอน เอคโค่ หรือ กูเกิล โฮม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอีก 32% มีแผนที่จะซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ในอนาคต ซึ่งทั้งผู้บริโภค และร้านค้าปลีกเอง ยังคงต้องใช้เวลาในการปรับรูปแบบสินค้าและบริการ รวมทั้งพฤติกรรมในการใช้จ่าย จากช่องทางการช้อปปิ้งผ่านการใช้คำสั่งเสียง

ทั้งนี้ ความสนใจในการครอบครองอุปกรณ์เอไอพบมากที่สุดในกลุ่มผู้บริโภคจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย เปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีความต้องการโดยรวมน้อยกว่า

ยกตัวอย่าง เช่น ผู้บริโภคในบราซิลและจีน มีแนวโน้มที่จะซื้ออุปกรณ์เอไอสูงเป็น 2 เท่า (59% และ 52% ตามลำดับ) เทียบกับผู้บริโภคชาวอเมริกัน (25%) สหราชอาณาจักร (24%) และ ฝรั่งเศส (25%) ส่วนผู้บริโภคในอิตาลี และโปแลนด์ราว 40% ก็มีความสนใจที่จะซื้ออุปกรณ์เอไอเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้บริโภคที่มีการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 18-34 ปี และเปิดรับการบริโภคในรูปแบบใหม่ โดยไม่ค่อยกังวลในเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยออนไลน์ การฉ้อโกง และไม่ค่อยสนใจเรื่องราคาเท่าไหร่

ขณะที่ “จอห์น แม็กเวล” หัวหน้าสายงานตลาดผู้บริโภค ของ PwC โกลบอล บอกว่า เอไอได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างรวดเร็วต่อตัวผู้บริโภคและธุรกิจค้าปลีก โดยพฤติกรรมของผู้บริโภคในวันนี้เปลี่ยนไปมาก เช่น เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาต้องการอะไร ก็สามารถสั่งซื้อได้ทันที ไม่ต้องเก็บไปคิดก่อนตัดสินใจไปซื้อที่ร้าน

และคาดว่าภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เอไอจะเข้ามาปฏิวัติรูปแบบการเก็บข้อมูล การจัดแบ่งประเภทสินค้า รวมถึงรูปแบบการให้บริการลูกค้าของร้านค้าปลีกด้วย

นอกเหนือจากความนิยมในการใช้เอไอที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว การซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ อุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ยังคงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้นด้วยเช่นกัน เห็นได้จากกำลังซื้อผ่านอุปกรณ์ไร้สายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัวภายในระยะเวลา 6 ปี หรือ 17% ของการช้อปปิ้งทั้งหมด

และคาดว่าในที่สุดจะแซงหน้าการช้อปปิ้งผ่านคอมพิวเตอร์ (20%) ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นเพียง 1 ใน 5 ของการจับจ่ายที่เกิดขึ้น โดยสาเหตุสำคัญมาจาก ความสะดวกสบาย ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้กำลังซื้อออนไลน์เติบโต โดยครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจใช้สมาร์ทโฟนในการชำระสินค้า มากกว่าการซื้อของที่ร้านค้า

ในยุคที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ชครองตลาดการช้อปปิ้ง เห็นได้จากผลสำรวจที่ระบุว่า 59% ของผู้บริโภคมีการจับจ่ายสินค้ากับร้านค้าปลีกออนไลน์ ส่งผลกระทบต่อความคาดหวังในการจัดส่งสินค้าของผู้บริโภคด้วย ซึ่ง 41% ของผู้ตอบแบบสำรวจบอกว่า ตนพร้อมที่จะจ่ายมากขึ้น เพื่อให้ได้รับสินค้าภายในวันเดียวกัน หรือเร็วกว่านั้น และ 44% ยอมจ่ายเพื่อให้สามารถเลือกเวลาที่เฉพาะเจาะจงในการรับสินค้า ขณะที่ 38% สนใจวิธีการรับสินค้าด้วยโดรน

“แม้ว่าร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่จะครองตลาดอยู่ในขณะนี้ ร้านค้าแบบดั้งเดิมก็ยังคงมีแนวโน้มเติบโต โดยจำนวนของผู้ตอบแบบสำรวจ ที่ซื้อหาสินค้ากับร้านค้าดั้งเดิมอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ในปีนี้จาก 3% เป็น 44%”

ทั้งนี้ เครือข่ายสังคมออนไลน์ ยังคงมีอิทธิพลต่อการสร้างแรงบันดาลใจในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคมากที่สุดทั้งทางออนไลน์และหน้าร้าน แม้ว่าเปอร์เซ็นต์จะปรับตัวลดลงเล็กน้อย (จาก 39% เป็น 37%) โดยเครือข่ายสังคมออนไลน์มีอิทธิพลสูงที่สุดต่อผู้บริโภคในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (70%) อินโดนีเซีย (58%) มาเลเซีย (58%) และจีน (52%)

ผลสำรวจของ PwC ยังพบอีกว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเติบโต แม้จะมีปัจจัยเรื่องความกังวลในการใช้จ่ายและบรรยากาศการลงทุนที่ซบเซา ผู้บริโภคทั่วโลกส่วนใหญ่ยังคงวางแผนการใช้จ่ายในระดับเท่าเดิม หรือมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดย 38% ยังคงมีแผนที่จะใช้จ่ายเท่ากับปีที่แล้ว และ 37% วางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม “วิไลพร” ได้สรุปว่า เป็นที่น่าสนใจว่าปัจจุบันผู้บริโภคในแถบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคชาวไทยนิยมการช้อปปิ้งผ่านอุปกรณ์เอไอเป็นจำนวนมาก โดยผลสำรวจพบว่า ไทยติดอันดับ 5 ของประเทศที่ผู้บริโภคเป็นเจ้าของและมีแผนจะซื้ออุปกรณ์เอไอมาไว้ครอบครองมากที่สุด โดยจีนนำมาเป็นอันดับที่ 1 ตามด้วย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา

สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย ก็เน้นความสะดวกสบาย และต้องการช่องทางในการจับจ่ายสินค้าที่หลากหลาย รวมทั้งได้รับประสบการณ์ที่ดีในการเลือกซื้อสินค้าไม่แพ้ผู้บริโภคประเทศอื่นๆ

ดังนั้น ผู้ประกอบการค้าปลีกไทยก็ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ในการจำหน่ายสินค้า โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มช่องทางการขาย รวมทั้งสร้างประสบการณ์ในการซื้อสินค้าที่แปลกใหม่ให้กับลูกค้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังชะลอตัวในปัจจุบัน

 

ขอบคุณภาพ Featured จาก : JeHoyNews

 

 

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว