บสย.เร่งโครงการ PGS7-micro เฟส 3 คาดทั้งปี’61 ปิดยอดค้ำประกัน SMEs 1.1 แสนล้าน

467

นายสุรชัย  ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการ  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยถึงผลดำเนินงานค้ำประกันสินเชื่อ บสย.ในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.2561) ว่า  เป็นไปตามแผนงาน โดยมียอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อ 56,150 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 90%   เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปิดยอดค้ำประกันสินเชื่อที่  29,591 ล้านบาท  และอนุมัติหนังสือค้ำประกันรวม  58,296 ฉบับ  ขยายตัวเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 47,204  ฉบับ สามารถช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อ 57,177 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบ 83,779 ล้านบาท

โดยโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 6  (ปรับปรุงใหม่) สามารถปิดโครงการได้ตามระยะเวลาที่กำหนด (30 มิ.ย.2561) และสามารถอนุมัติวงเงินค้ำประกันสินเชื่อได้เต็มวงเงินที่ได้รับอนุมัติ  พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลัง ผ่าน 2 โครงการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ที่ผ่านความเห็นชอบตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา  ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทวีทรัพย์ (PGS7) วงเงิน 150,000 ล้านบาท และ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อผู้ประกอบการรายย่อย (Micro Entrepreneur) ระยะที่ 3 วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซึ่งเตรียมเปิดใช้ภายใน  2 สัปดาห์นี้  และคาดว่าจะปิดยอดค้ำประกันสิ้นปี 2561 พิชิตได้เป้าหมาย 110,000 ล้านบาท

นายสุรชัยกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับในครึ่งปีหลังนี้ได้เร่งจัดทำแผนงานและเปิดรับคำขอค้ำประกัน ภายใน 2 สัปดาห์ ได้แก่ 1.โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทวีทรัพย์ (PGS7) วงเงิน 150,000 ล้านบาท 2.โครงการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อผู้ประกอบการรายย่อย (Micro Entrepreneur) ระยะที่ 3 วงเงิน 15,000 ล้านบาท  เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบการ SMEs ให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรายละเอียดของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทวีทรัพย์ (PGS 7) วงเงิน 150,000 ล้านบาท  จะแตกต่างจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อที่ผ่านมา เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการอนุมัติงบประมาณ 13,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงิน 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มฟรีค่าธรรมเนียมแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  วงเงิน 3,375 ล้านบาท และกลุ่มชดเชยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) วงเงิน 10,125 ล้านบาท คิดเป็น 9% ของวงเงินค้ำประกันทั้งหมด

โดยจุดเด่นของโครงการนี้คือ มีความหลากหลายและรองรับผู้ประกอบการ SMEs ครอบคลุม 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเอสเอ็มอีประชารัฐและนโยบายรัฐที่ร่วมกับธนาคารกรุงไทย วงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกัน 10 ปี โดยฟรีค่าธรรมเนียม 1.5 ปี  หลังจากนั้นคิดค่าธรรมเนียม 1.5%

ในส่วนของกลุ่มเอสเอ็มอีนิติบุคคล บัญชีเล่มเดียว  วงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 2 ปีแรก หลังจากนั้นคิดค่าธรรมเนียมสูงสุด 3.5% โดยมีธนาคารที่เข้าร่วมทั้ง 6 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์  ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารออมสิน และธนาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)

กลุ่มเอสเอ็มอีรายเล็ก วงเงินค้ำประกันไม่เกิน 5 ล้านบาท , กลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้รับสินเชื่อจาก SFIs  วงเงินค้ำประกัน 40,000 ล้านบาท  , กลุ่มเอสเอ็มอีทั่วไป วงเงินค้ำประกันสูงสุด  40 ล้านบาท และกลุ่มสินเชื่อพิเศษสำหรับลูกค้าธนาคารที่จัดสรรตามรายสถาบัน วงเงินค้ำประกัน 40,000 ล้านบาท

คาดว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 43,000 ราย และก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบ 240,000 ล้านบาท ค้ำประกันไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี  คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1.75% รวมถึงระยะเวลาในการยื่นคำขอภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในโครงการดังกล่าว โดยสิ้นสุดโครงการวันที่ 23 กรกฎาคม 2563

ส่วนโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย (Micro Entrepreneur) ระยะที่ 3 วงเงิน 15,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมปีแรก กำหนดวงเงินค้ำประกันไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย ระยะเวลาค้ำประกันสินเชื่อไม่เกิน 10 ปี คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ 150,000 ราย และเกิดสินเชื่อในระบบ 15,000 ล้านบาท  โดยสิ้นสุดโครงการวันที่  23 กรกฎาคม 2563

 

 

362Degree.com