CPN ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 “ดุสิตธานี” พร้อมลุยโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 3.67 หมื่นล้านต้นปีหน้า

2971

เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาและบริหารโรงแรมและโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกๆ ของไทยได้ประกาศลงนามในสัญญากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อต่อสัญญาเช่าที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลมและพระราม 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ต่อไปอีก 30 ปี และได้รับสิทธิในการเช่าที่ดินต่อเนื่องอีก 30 ปี

และยังได้รับสิทธิเช่าที่ดินเพิ่มขึ้นอีกรวมเป็นที่ดินขนาดเกือบ 24 ไร่ สำหรับพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบผสมขนาดใหญ่ (Mixed-use) ซึ่งประกอบไปด้วย โรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก ร่วมกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN

โดยในเบื้องต้นนั้น ทางกลุ่มดุสิตธานีเปิดเผยว่า โครงการพัฒนาดังกล่าวมีมูลค่ารวม 3.67 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มดุสิตธานี ที่ต้องการจะพัฒนาและยกระดับพื้นที่ย่านธุรกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ ให้มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เพื่อให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ เหมือนดังเช่นที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เคยสร้างประวัติศาสตร์ไว้เมื่อ 48 ปีก่อน ซึ่งมีแผนจะเริ่มดำเนินงานในต้นปี 2562 นี้

ขายหุ้น Big Lot ให้ CPN มูลค่า 2.14 พันล้าน

ล่าสุด (10 พฤษภาคม 2561) บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ได้แจ้งว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 ที่ประชุมคณะกรรมการได้มีมติอนุมัติการซื้อหุ้นสามัญของบมจ.ดุสิตธานี (DTC)  จำนวน 194,926,920 หุ้น คิดเป็น 22.93% ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด 850,000,000 หุ้น  มูลค่ารวมประมาณ 2,141.4 ล้านบาทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนระยะยาว ทำให้ CPN เข้าถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ในบมจ.ดุสิตธานี

ขณะที่บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC ก็ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ตามที่ได้มีการขายหุ้นผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์บนกระดานใหญ่ (Big Lot) เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2561 จำนวน 194.92  ล้านหุ้น หรือ 22.93% นั้น ผู้ทำรายการขายคือ นายเค็นเน็ท กอศิริโสภณ ซึ่งถือหุ้นผ่าน ยูโอบี เคย์เฮียน (ฮ่องกง) โดยจำหน่ายหุ้น จำนวน 98.84 ล้านหุ้น หรือ 11.63% และบริษัท เอ็ม บี เค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำหน่ายหุ้น จำนวน 96.07 ล้านหุ้น หรือ 11.30% รวมการทำรายการทั้งสิ้น 22.93%

CPN ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นสูงสุดอันดับ 2

สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC หลังจากขายหุ้น Big Lot ให้กับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) แล้ว มีดังนี้ 1. บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด 49.74% 2. บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) 22.93% 3. นายชาตรี โสภณพนิช 99% 4. นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล 3.90% 5. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3.14% 6. บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) 2.57% 7. นางจารุณี ชินวงศ์วรกุล 2.40% และ 8. นายสหนันท์ เชนตระกูล 1.06%

โครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC

จากตารางด้านบนชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การเข้ามาถือหุ้นของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) นั้น บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นของกลุ่มนายชนินทธ์ โทณวณิก และครอบครัว ยังคงมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ 49.74% เท่าเดิม

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) นั้น ได้เข้ามาซื้อหุ้นในส่วนของบริษัท เอ็ม บี เค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด 11.30% บริษัท UOB Kay Hian (Hong Kong) Limited Client Account 10.23% และ Citibank Nominee Singapore Pte, Ltd. PBG Clients H.K. 1.40%

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล

มุ่งกระจายความเสี่ยงธุรกิจ

 “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางของกลุ่มดุสิต อินเตอร์ฯ กับสื่อต่างๆ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า จะมุ่งโฟกัสใน 3 เป้าหมายหลักๆ ประกอบด้วย 1. สร้างสมดุลให้แก่พอร์ตโฟลิโอของธุรกิจมากขึ้น ทั้งรายได้จากภายในและภายนอกประเทศ และทั้งการลงทุนด้วยตัวเองและรับบริหารโรงแรม 2. ขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างน้อย 3 เท่าตัวจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน

และ 3. กระจายความเสี่ยง โดยหาธุรกิจอื่นมาเสริมให้พอร์ตมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่ของกลุ่มดุสิตฯยังมาจากโรงแรม พร้อมตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีนับจากนี้บริษัทฯ จะมีรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่โรงแรมในสัดส่วน 10% ของรายได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดให้บริการเพิ่มอีกกว่า 70 แห่งทั่วโลกภายใน 4 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้วทั้งที่ลงทุนเองและรับบริหารรวม 27 แห่ง โดยในปี 2561 นี้จะเปิดให้บริการโรงแรมใหม่อย่างน้อย 11 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์, บาห์เรน, กาตาร์, ภูฏาน, เวียดนาม และจีน เป็นต้น

DTC สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2560 มูลค่า 9 พันล้าน

โดยมีแบรนด์ภายใต้การบริหารอยู่ 5 แบรนด์ ประกอบด้วย ดุสิตธานี, ดุสิตดีทู, ดุสิตปริ๊นเซส, ดุสิตเดวาราณา และแบรนด์อาศัย ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับในส่วนของผลประกอบการนั้น พบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC มีรายได้และกำไรปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 9,395.68 ล้านบาท มีรายได้รวม 5,369.59 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 199.19 ล้านบาท ปี 2559 มีสินทรัพย์รวม 9,032.98 ล้านบาท มีรายได้รวม 5,425.13 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 114.12 ล้านบาท

CPN สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2560 มูลค่า 1.2  แสนล้าน

และปี 2560 มีสินทรัพย์รวม 9,978.32 ล้านบาท มีรายได้รวม 5,569.67 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 267.04 ล้านบาท

ด้านบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN นั้น ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ปี 2557 มีสินทรัพย์รวม 89,035.19 ล้านบาท มีรายได้รวม 24,766.6 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 7,036.95 ล้านบาท ปี 2558 มีสินทรัพย์รวม 103,044.63 ล้านบาท มีรายได้รวม 26,621.15 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 7,880.31 ล้านบาท ปี 2559 มีสินทรัพย์รวม 104,527.36 ล้านบาท มีรายได้รวม 30,113.84 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 9,243.80 ล้านบาท และปี 2560 มีสินทรัพย์รวม 120,573.59 ล้านบาท มีรายได้รวม 35,455.99 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 13,567.64 ล้านบาท

 

 

362Degree.com