“บาทแข็ง-ต้นทุนพุ่ง” ทุบรายได้-กำไร Q1/2561 “ไทยยูเนี่ยน” ร่วงยกแผง แนะนำ “ซื้อเก็บ”

789

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU หนึ่งในบริษัทอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มียอดขายรวมปีล่าสุด (2560) สูงถึง 1.4 แสนล้านบาท และเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารทะเลในหลายๆ ตลาด รวมทั้งมีเครือข่ายในการจัดหาวัตถุดิบ ผลิตและเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วโลก

โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้ แก่ ทูน่ากระป๋องและกุ้งแช่แข็ง นอกจากนี้ยังมีธุรกิจรับจ้างผลิตที่ผลิตให้แบรนด์ของลูกค้าอีกด้วย

โดยในไตรมาส 1/2561 ที่ผ่านมานับเป็นช่วงที่ท้าทายมากสำหรับ TU เนื่องจากค่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ส่งผลให้ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

 รายได้-กำไร Q1 ลดฮวบ

ทั้งนี้ พบว่า รายได้รวมในไตรมาส 1/2561 ที่ผ่านมา บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มียอดขายรวมที่ 29,703 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 5.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนภาวะวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐกว่า 10.2% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 1/2560 และ 4.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2560

สำหรับในส่วนของกำไรขั้นต้นนั้น พบว่า กำไรขั้นต้นสำหรับไตรมาส 1/2561 อยู่ที่ 3,360 ล้านบาท ลดลง 26.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าได้ปรับลดอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บริษัทยังมีสินค้าคงคลังที่ราคาสูง นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท

อย่างไรก็ตาม หากดูตัวเลขกำไรสุทธิ พบว่า ไตรมาส 1/2561 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 869 ล้านบาท ลดลงจาก 1,432 ล้านบาทในไตรมาส 1/2560 หรือลดลงที่ 40%  

นักวิเคราะห์แนะไล่ซื้อเก็บ

 “ประสิทธิ์ สุจิรวรกุล”  นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เผยว่า ไตรมาส 1/61 เป็นจุดต่ำสุดก่อนฟื้นตัวในไตรมาส 2/61 อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิของ TU ไตรมาส 1/2561 ถือว่าเป็นจุดต่ำสุดก่อนที่จะฟื้นตัวในไตรมาส 2/2561 และในไตรมาส 3/2561 โดยมีปัจจัยบวกจากความสำเร็จในการเจรจาปรับราคาขายสำหรับผลิตภัณฑ์แบรนด์ทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่ไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป รวมถึงต้นทุนสต๊อกสินค้าเฉลี่ยและราคาวัตถุดิบที่มีความสมดุลกันมากขึ้น และเป้าหมายในการลดต้นทุนการดำเนินงานในปี 2561 ลงจากเดิม

นอกจากนี้ ยังทำการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2561 ลงอีก 11% (เหลือ 5.5 พันล้านบาท) และปรับลดประมาณการกำไรหลักปี 2561 ลงอีก 16% (เหลือ 4.3 พันล้านบาท) จากการปรับสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยสำหรับปี 2561 ลดลงจาก 13.7% เหลือ 13% และทำการปรับราคาเป้าหมายลงอีก 11% (เหลือ 22.50 บาท) อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากคาดการณ์กำไรที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 เป็นต้นไป

เช่นเดียวกับ บล.ทรีนิตี้ ที่คาดการณ์ว่าในช่วงที่เหลือของปีต้นทุนทูน่าที่ถูกลง และค่าเงินบาที่ผันผวนน้อยลงจะช่วยให้กำไรในช่วงที่เหลือฟื้นตัว โดยแนะนำให้ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 22.50 บาทต่อหุ้น

ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ที่คาดการณ์ว่า กำไร TU จะฟื้นตัวในไตรมาส 2/2561  และไตรมา 3-2561 เนื่องจากเข้าสู่ไฮซีซั่น เงินบาทอ่อนค่าลง การมีสต็อคปลาทูน่าที่ราคาต่ำ และการปรับราคาขายสินค้าแบรนด์ในยุโรป โดยเห็นว่าหากราคาหุ้นอ่อนตัวลงเป็นโอกาสในการทยอยซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมาย 19 บาท (ปรับลดลงจากเดิมที่ 22.10 บาท)

ผลประกอบการย้อนหลังเติบโตทุกปี

จากรายงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  พบว่า บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU มีรายได้รวมในปี 2557 ที่ 122,893.20 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 5,091.58 ล้านบาท ปี 2558 มีรายได้รวม 127,239.87 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 5,302.47 ล้านบาท ปี 2559 มีรายได้รวม 135,779.49 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 5,254.43 ล้านบาท ปี 2560 มีรายได้รวม 140,129.18 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 6.020.74 ล้านบาท

 

 

 

362Degree.com