“พริมา มารีน” ลงนามซื้อกิจการ Big Sea ล็อตแรก 70% คาดรับรู้รายได้ทันทีภายในไตรมาส 2/2561

0
1168

“อะไรที่ลงน้ำ และเป็นประโยชน์กับนักลงทุน ผู้ถือหุ้น และยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติด้วย นั่นคือสิ่งที่เราจะทำ”

ชาญวิทย์ อนัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM กล่าวหลังจรดปากกาลงนามในสัญญาเข้าซื้อหุ้นบริษัท บิ๊ก ซี จำกัด (Big Sea) โดยมี ทินกร เทิดวิกรานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Big Sea ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2561

ชาญวิทย์ อนัคกุล (ที่ 2 จากขวา) และทินกร เทิดวิกรานต์ (ที่ 2 จากซ้าย)

บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM เป็นผู้ให้บริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์น้ำมันกึ่งสำเร็จรูปและปิโตรเคมีเหลวทางเรืออย่างครบวงจรซึ่งเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย รวมทั้งให้บริการเรือขนส่งที่สนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล และการบริหารจัดการกองเรือของอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ขณะที่ บริษัท บิ๊ก ซี จำกัด (Big Sea)เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปทางทะเลภายในประเทศ ซึ่งมีส่วนแบ่งการขนส่งเป็นอันดับสองของประเทศ โดยรับสินค้าจากโรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมันในประเทศซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ให้แก่ลูกค้ากลุ่มบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ

สำหรับการลงนามในครั้งนี้ PRM จะเข้าซื้อหุ้น Big Sea จำนวน 360,000 หุ้น รวมมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้นไม่เกิน 2,900 ล้านบาท แบ่งการซื้อขายเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก PRM จะเข้าซื้อหุ้นสามัญจำนวน 252,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 70% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดใน Big Sea จากบริษัท ทีดับบลิวที จำกัด โดยมีมูลค่ารวมไม่เกิน 1,400 ล้านบาท คาดว่าจะทำธุรกรรมแล้วเสร็จและรับรู้รายได้ทันทีภายในไตรมาส 2/2561 ส่วนที่เหลือจำนวน 108,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 30% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดจาก ทีดับบลิวเอทีที ลิมิเต็ด (TWATT Limited) ทาง PRM จะทยอยซื้อในสัดส่วน 10% ต่อปี รวม 3 ปี ทั้งนี้ จะพิจารณาจากผลการดำเนินงานของ Big Sea เป็นสำคัญ คิดเป็นมูลค่ารวมไม่เกิน 1,500 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2564

“การเข้าซื้อหุ้นของ Big Sea ในครั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ PRM ในกลุ่มธุรกิจขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศให้มีความแข็งแกร่งในด้านจำนวนเรือที่จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งส่งผลให้ PRM มีส่วนแบ่งการตลาดการขนส่งในประเทศเป็นอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 49% ของส่วนแบ่งการขนส่งตลาดในประเทศทั้งหมด โดยมีความสามารถในการให้บริการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

ปริมาณการขนส่งของเชฟรอน จากเดิม 15% จะเพิ่มเป็น 43%, เชลล์จากเดิม 19% จะเพิ่มเป็น 64%, IRPC จากเดิม 19% จะเพิ่มเป็น 52% และยังขยายฐานลูกค้าใหม่คือ บางจาก คิดเป็นสัดส่วน 37% ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางเรืออีกด้วย” ชาญวิทย์กล่าว

ปัจจุบัน PRM มีเรือทั้งหมด 24 ลำ ประกอบด้วย เรือขนส่งฯ ในประเทศ 13 ลำ, เรือขนส่งฯ ต่างประเทศ 2 ลำ, เรือขนส่งและจัดเก็บ (FSU) 6 ลำ, เรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบสำหรับแท่นขุดเจาะน้ำมัน (FSO) 2 ลำ และเรือที่พักอาศัยสำหรับพนักงานประจำแท่นขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียม (AWB) 1 ลำ

ส่วน Big Sea มีเรือขนส่งขนาดเล็ก จำนวน 13 ลำ มีอายุเรือเฉลี่ย 17.3 ปี ขนาดความจุเฉลี่ยต่อลำอยู่ที่ 2.7 ล้านลิตร รวมความจุทั้งหมดประมาณ 35.2 ล้านลิตร และยังมีเรือขนส่งขนาดความจุ 5.3 ล้านลิตร ที่อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเรืออีก 1 ลำ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562 เพื่อให้บริการแก่เชฟรอนหลังได้รับสัญญาเช่าระยะยาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ Big Sea มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 457 ล้านบาท กำไรสุทธิ 97 ล้านบาทในปี 2558 เพิ่มเป็น 596 ล้านบาท กำไรสุทธิ 110 ล้านบาทในปี 2560 คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 19% ขณะที่รายได้รวมของ PRM ในปี 2560 อยู่ที่ 4,693.40 ล้านบาท กำไรสุทธิ 717.93 ล้านบาท