“แกรนด์ ยูนิแลนด์” ทุ่มกว่า 3 พันล้านผุดโปรเจ็กต์ “I’m China Town” บูมทำเลเยาวราช

1537

“แกรนด์ ยูนิแลนด์”  เป็นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ทั้งโครงการที่อยู่อาศัยและค้าปลีกมานานกว่า 30 ปี

อาทิ โครงการบ้านนวลจันทร์ โครงการอิมพีเรียลพาร์ค สุขุมวิท และสวนหลวง ร.9 โครงการอิมพีเรียล ลากูนา โครงการโอเชี่ยนปาล์ม ภูเก็ต ฯลฯ และเริ่มขยายฐานเข้าลงทุนในธุรกิจค้าปลีก หรือรีเทล ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อาทิ โครงการศูนย์การค้า ONE @ Bobae (วันแอทโบ๊เบ๊)  และ I’m Park (แอมพาร์ค สามย่าน)

AIA Health Happy

รุกสู่ “ค้าปลีก-โรงแรม” หนีอสังหาแข่งเดือด

ล่าสุด “สุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์” ประธานกรรมการ บริษัท แกรนด์ ยูนิแลนด์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด บอกว่า ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 3 พันล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการ  I’m China Town  (แอมไชน่าทาวน์) โครงการมิกซ์ยูส สไตล์ Modern Chinese ขนาด 3 หมื่นตารางเมตร บนถนนเจริญกรุง บริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ ซึ่งเป็นที่ดินที่ถือว่าแปลงใหญ่ที่สุดแปลงสุดท้ายในทำเลเยาวราช

โครงการดังกล่าวนี้ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ศูนย์การค้า โรงแรม และคอนโดมิเนียม ซึ่งคาดว่ามูลค่าขายโครงการจะอยู่ที่ราว 4 พันล้านบาท

โดย ศูนย์การค้า I’m China Town จะเป็นศูนย์การค้าเต็มรูปแบบเพียงแห่งเดียวในย่านเยาวราช  แบ่งออกเป็น 4 ชั้น คือ ชั้น B จะเป็นศูนย์รวมของฝากชื่อดังในย่านเยาวราช ภายใต้แนวคิด Little China Town อาทิ กระเพาะปลา ใบชา หมูแผ่น สมุนไพรจีน สุราจีน เป็นต้น

ส่วนชั้น 1 เป็นแหล่งรวมร้านรีเทลทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า แฟชั่น ร้านมือถือ ร้านอาหารและเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างสตาร์บัคส์ และเคเอฟซี

ชั้น 2 จะเป็นแหล่งรวมความมั่งคั่ง เพราะมีทั้งศูนย์อัญมณี ร้านทองชื่อดังของเยาวราช และธนาคารชั้นนำ สำหรับชั้น 3 จะเป็นศูนย์รวมร้านอาหาร อาทิ เอ็มเค บาร์บีคิวพลาซ่า ยาโยอิ และร้านท้องถิ่นสตรีทฟู้ดระดับตำนานของเยาวราช ย่านวรจักร แยกเฉลิมบุรี และเวิ้งนาครเขษม

ปัจจุบันพื้นที่ของศูนย์การค้าปล่อยเช่าพื้นที่ได้แล้วกว่า 70% และคาดว่าจะสามารถปล่อยเช่าได้เต็มพื้นที่ในวันเปิดศูนย์ฯ โดยคาดว่ารายได้จากการปล่อยเช่าเต็มพื้นที่จะอยู่ที่ 30-40 ล้านบาทต่อปี

ดึงแบรนด์ Holiday Inn Express บริหารโรงแรม

ในส่วนของโรงแรม บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจกับกลุ่มธุรกิจโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเทลส์ กรุ๊ป หรือ IHG หนึ่งในเชนโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อเปิดให้บริการโรงแรมระดับ 4 ดาว ในชื่อ Holiday Inn Express China Town จำนวน 224 ห้อง ตั้งอยู่ชั้น 4-9 ของส่วนศูนย์การค้า

โดยจะเน้นจับกลุ่มลูกค้า นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจชาวต่างชาติที่ต้องการพักในย่านใจกลางเมือง สะดวกในการเดินทาง เน้นความสะอาด และทันสมัย เหมาะกับทริปธุรกิจและพักผ่อนในตัว

ส่วนของคอนโดมิเนียมมีชื่อว่า I’m China Town Residence  และจะเป็นโครงการเดียวที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านเยาวราช เป็นอาคารโลวไรส์สูง 8 ชั้น พื้นที่รวมประมาณ 2,000 ตารางเมตร จำนวน 46 ยูนิต ขนาดตั้งแต่ 21-25 ตารางเมตร เป็นคอนโดมิเนียมแบบตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ในราคาเริ่มต้นที่ 2.9 ล้านบาท เปิดจองใน วันที่ 24 พฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้โครงการ I’m China Town ยังมีที่จอดรถชั้นใต้ดิน 6 ชั้น รองรับรถยนต์ได้มากถึง 300 คัน ซึ่งเป็นที่จอดรถที่ใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราชอีกด้วย

เราโตมาจากบริษัทพัฒนาโครงการที่พักอาศัย แต่ปัจจุบันบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีการแข่งขันที่สูงมาก ทำให้ผู้ประกอบขนาดกลางอย่างเราอยู่ยาก การขยับเข้ามาลงทุนในธุรกิจค้าปลีกจึงถือเป็นทิศทางที่น่าจะดี เนื่องจากในตลาดยังมีดีมานด์ที่สูง”

และสาเหตุที่กล้าทุ่มงบลงทุนมากขนาดนี้ “สุวรรณ” บอกว่า เยาวราชถือเป็นทำเลทองคำของกรุงเทพฯ มีดีมานด์ในด้านที่อยู่อาศัยและแหล่งค้าขาย ทั้งจากคนไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจในปริมาณที่สูงมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

อีกทั้งยังมีประชากรและร้านค้าหนาแน่น ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่นี้มาเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคน แต่ธุรกิจอสังหาฯ ของย่านนี้กลับไม่มีพื้นที่ว่าง เพื่อการพัฒนามานานกว่า 30 ปี

โดยปัจจุบันการก่อสร้างโครงการทั้งหมดเดินหน้าแล้วกว่า 30% ซึ่งบริษัทฯ มั่นใจว่าจะเสร็จในสิ้นปี 2561 และพร้อมเปิดเต็มรูปแบบทุกส่วนได้ในเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-ท่าพระเปิดให้บริการพอดี

ตั้งเป้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมการบริษัท แกรนด์ ยูนิแลนด์ ได้ย้ำทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์สื่อมาตลอดว่า เกมส์การแข่งขันของธุรกิจอสังหาฯ ในปัจจุบันได้กลายเป็นสนามของบริษัทขนาดใหญ่ และเข้าจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในทุกๆ ทำเล ผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลางจึงอยู่ลำบากมากขึ้น

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าบริษัทฯ ได้พยายามขยายการลงทุนไปยังธุรกิจค้าปลีกและโรงแรมมากขึ้น เนื่องจากทั้งค้าปลีกและโรงแรมเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจในระยะยาวได้ดีกว่าธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ในรูปแบบโครงการบ้านจัดสรร

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายใหญ่อยู่ที่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อความมั่นคงและเป็นช่องทางหนึ่งในการระดมทุน เนื่องจากธุรกิจนี้ใช้เงินลงทุนสูง ที่สำคัญการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะในด้านธรรมาภิบาล

 

 

 

Namseng Insurance