“ร้านสะดวกซื้อ-อาหารพร้อมทาน” ที่พึ่งพาเวลาหิว

2115

ปัจจุบันพฤติกรรมการทานข้าวนอกบ้านกลายเป็นสิ่งที่พบเจอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยสมัยนี้ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคชาวไทยทานข้าวนอกบ้านถึง 56 ครั้งต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่จำนวน 50 ครั้งต่อเดือน ถือได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

และเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนี้ผู้บริโภคชาวไทยถึงมีตัวเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมนูและแบรนด์ที่หลากหลาย รวมไปถึงรูปแบบของร้านอาหารต่างๆ

Nam Seng Insurance

จากรายงานการวิจัยของบริษัทนีลเส็นที่มีชื่อว่า “Food Trips” ได้เก็บข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคต่อการทานข้าวนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความถี่ ลักษณะของการทานอาหารและการจับจ่ายในแต่ละมื้อ รวมถึงช่องทางการซื้ออาหาร เหตุผลในการเลือก รวมถึงเทรนด์ของตลาด

ทั้งนี้ รายงาน Food Trips ฉบับล่าสุดชี้ให้เห็นถึงเทรนด์การกินข้าวนอกบ้านที่น่าจับตามองมี 4  เทรนด์ด้วยกัน  ได้แก่

1.ร้านสะดวกซื้อกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในการทานข้าวนอกบ้าน โดยช่องทางในการทานข้าวนอกบ้านที่เป็นที่นิยม 3 อันดับแรกของผู้บริโภคชาวไทยคือ ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายอาหารที่เป็นแผงลอย (food stall) และอาหารข้างทาง (street food) เรียงตามลำดับ ซึ่งเป็นเทรนด์เดียวกันกับปี 2559

อย่างไรก็ตามเราจะเห็นได้ถึงการเติบโตของการเข้าถึงผู้บริโภคสำหรับทั้งสามช่องทาง โดยที่ร้านสะดวกซื้อนั้นมีการเติบโตที่ 7% เฉลี่ยแล้วมีผู้บริโภคเข้าร้านอยู่ที่ 21 ครั้งต่อเดือน และเหตุผลที่ผู้บริโภคเลือกที่จะเข้าร้านสะดวกซื้อหลักๆ แล้วคือเพื่อบรรเทาความหิวและเนื่องจากมีความรู้สึกว่าเป็นกิจวัตรประจำวัน

“จะเห็นได้ว่าร้านค้าปลีกต่างๆ เช่น Lawson 108, MAX VALUE และ TOPS Daily ได้ให้ความสำคัญกับการให้บริการพื้นที่รับประทานอาหารสำหรับลูกค้าที่เข้ามาเพื่อซื้ออาหารทานระหว่างเบรค หรืออย่างเช่น Family Mart ที่มีสาขาที่เป็น one-stop shopping destination ซึ่งมีทั้งขายของสด อาหาร บริการส่งสินค้า และแม้แต่ co-working space นี่อาจเป็นนัยสำคัญในการบ่งบอกถึงความสำคัญของการที่ผู้ค้าปลีกต้องตระหนักถึงพฤติกรรมการบริโภคและวิถีชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น” สมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย กล่าว

2.ผู้บริโภคคนไทยเน้นทานอาหารมื้อหลักมากขึ้น ทางด้านของพฤติกรรมการทานอาหารของผู้บริโภคระหว่างวันเราจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคทานอาหารประมาณ 7 มื้อด้วยกัน ประกอบด้วยอาหารมื้อเช้า อาหารว่างก่อนมื้อเที่ยง มื้อเที่ยง อาหารว่างช่วงบ่ายหลังมื้อเที่ยง อาหารว่างช่วงบ่ายแก่ๆ มื้อเย็น และอาหารว่างรอบดึก

อย่างไรก็ตามรายงาน Food Trips เผยว่าผู้บริโภคมีพฤติกรรมการทานอาหารว่างน้อยลง ในขณะที่เพิ่มการทานอาหารมื้อหลักอย่างมื้อเช้า กลางวัน เย็น มากขึ้นเมื่อเทียบระหว่างปี 2560 และ 2559 โดยมื้อเย็นนั้นมีอัตราการเติบโตสูงสุดที่ 5% เมื่อเทียบกับมื้ออื่นๆ

 3.การเติบโตและมนต์เสน่ห์ของร้านคาเฟ่ (ชา/กาแฟ) เมื่อพูดถึงพฤติกรรมการทานอาหารนอกบ้าน คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงการดื่มชา/กาแฟซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์การทานอาหารของคนไทยและมีการเติบโตที่น่าสนใจ ทั้งนี้อัตราการเข้าถึงของคอฟฟี่ช็อปอยู่ที่ 60% ทั่วประเทศ โดยที่กรุงเทพฯ นั้นมีอัตราที่สูงกว่า (69%) เมื่อเทียบกับต่างจังหวัด (53%) และเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคชาวไทยจะเข้าร้านชา/กาแฟประมาณ 6 ครั้งต่อเดือน ในขณะที่ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ นั้นเข้าร้านกาแฟโดยเฉลี่ยถึง 8 ครั้งต่อเดือน เหตุผลหลักคือเพื่อความรู้สึกสดชื่นและตื่นตัวระหว่างวัน

และหากมองลึกลงไปถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟที่แยกเป็นแต่ละประเภท จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของกลุ่มที่ดื่มกาแฟเพราะว่าแบรนด์ของกาแฟนั้นสามารถสะท้อนและส่งเสริมภาพลักษณ์ของตน มีจำนวนที่โตขึ้น  เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากคุณภาพและการบริการที่ดีแล้ว การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและมีจุดยืนที่ชัดเจนก็เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจกาแฟควรคำนึงถึงเพื่อดึงดูดลูกค้าในอนาคต

4 อาหารพร้อมทาน จับใจผู้บริโภคต่างจังหวัด ประเภทอาหารพร้อมทาน หรือ Ready to Eat เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้บริโภคชาวไทยให้ความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และอัตราการเติบโตในต่างจังหวัดมีมากกว่าในกรุงเทพฯ ทั้งนี้กว่า 7 ใน 10 ของผู้บริโภคในต่างจังหวัดบริโภคอาหารพร้อมทาน

โดยที่อาหารพร้อมทานประเภทแช่เย็น (Chill RTE) นั้นมีการเติบโตที่ 9% ประเภทอาหารแช่แข็ง (Frozen RTE) มีการเติบโตที่ 7% และประเภทอาหารพร้อมทานในอุณภูมิห้อง (Ambience RTE) มีการเติบโตที่ 1% ในต่างจังหวัดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักที่ผู้บริโภคไม่ต้องการทำอาหารเองนั้นเป็นเพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมวัตถุดิบต่างๆ และไม่ชอบในส่วนของการทำความสะอาดหลังทำอาหาร

กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย บอกด้วยว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่แน่นอน ทำให้เกิดปรากฏการณ์สองขั้ว (polarizing phenomenon) ในกลุ่มผู้บริโภคที่ทานข้าวนอกบ้าน  นั่นคือมีกลุ่มคนที่ทานข้าวนอกบ้านมากขึ้น และคนอีกกลุ่มที่ “เลือก” มากขึ้น

โดยจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคที่รายได้ระดับกลางถึงต่ำได้รับผลกระทบจากภาพรวมทางเศรษฐกิจนี้ ทำให้พวกเขาเริ่มที่จะระมัดระวังในการทานข้าวนอกบ้านมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทต่างๆต้องตามให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อคงไว้ซึ่งการแข่งขันทางธุรกิจต่อไปให้ได้

 

362Degree.com