“ไทยเบฟ” วาดเป้ายึดเบอร์1 ทุกกลุ่มสินค้า-เดินแผนรุกธุรกิจแบบ 360 องศาหนุนแผนขับเคลื่อนวิชั่น 2020

1225

อาณาจักร “ไทยเบฟเวอเรจ” ในวันนี้ไม่ได้มีเพียงสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มครบวงจรชั้นนำในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในเอเชียอีกด้วย โดยมีธุรกิจ สุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร เป็นธุรกิจหลัก

ล่าสุด “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)   ได้จัดงานแถลงข่าวตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรระดับโลก พร้อมชี้แจงผลการดำเนินงาน ภายใต้ Vision 2020  และก้าวต่อไปว่า ในปีนี้เขาและทีมไทยเบฟ รู้สึกประทับใจกับความสำเร็จ และสามารถรองรับกับสภาวะของตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

Nam Seng Insurance

พร้อมทั้งตอกย้ำเรื่อง Take on limitless opportunities with excitement, understanding and commitment เพื่อยืนยันในความมุ่งมั่นที่จะนำไทยเบฟสู่ Stable & Sustainable  Asean Leader

สำหรับ กลยุทธ์หลักที่กำหนดไว้ใน Vision 2020 หรือแผนดำเนินการระยะ 6 ปี ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 นั้น  “ฐาปน” บอกว่า ขณะนี้ได้เดินมาถึงครึ่งทางของแผนงานดังกล่าวแล้ว

โดยกลยุทธ์ทั้ง 5 ประกอบด้วย 1. Growth คือการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไทยเบฟวางเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ครบวงจรใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยผลักดันการเติบโตทางธุรกิจจากการใช้กลยุทธ์ในทุกๆ ด้าน รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกลุ่มสินค้าที่มีอยู่ ในด้านประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ พันธมิตรคู่ค้าที่แข็งแกร่ง และความเข้าใจของโอกาสทางการตลาด

2. Diversity ความหลากหลายของสินค้า ที่ตั้งเป้าการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกกลุ่ม เช่น กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้มีการออกผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค พร้อมต่อยอดความสำเร็จด้านธุรกิจอาหารโดยการเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหาร quick service restaurant (KFC)

3. Brand การมีตราสินค้าที่โดนใจ ถือเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จทางธุรกิจ ที่ไทยเบฟมุ่งเน้นในการพัฒนาตราสินค้าในกลุ่มให้มีความหลากหลาย และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งด้าน คุณภาพ รสชาติ และราคา

4. Reach การกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง ไทยเบฟยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายการกระจายสินค้า ให้ครอบคลุมในประเทศ และต่างประเทศในตลาดเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง

และ 5.  คือเรื่องของ Professionalism ความเป็นมืออาชีพ  ไทยเบฟไม่ได้โฟกัสแค่โอกาสทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังคงมุ่งเน้นในส่วนของการสร้างความเป็นมืออาชีพให้เกิดขึ้นในองค์กร โดยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก  เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร และผลักดันศักยภาพของทุกคนให้ถึงขีดสุด เพราะบริษัทไม่ได้มองบุคลากรที่ขับเคลื่อนองค์กรเป็น “ทรัพยากร” แต่มองว่าเป็น “ทุน” Human capital ที่จะนำพาบริษัทให้เติบใหญ่ได้ตามวิสัยทัศน์ ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทุกอย่างมีความพร้อมอย่างครบถ้วนทั้งเรื่องคน เรื่องทุน และสินค้า   ที่พร้อมจะออกรบสู่การขยายตัวในตลาดต่างประเทศ

เร่งเครื่องการตลาดแบบ 360 องศาในทุกตลาด

“ฐาปน” บอกว่า จากกลยุทธ์ทั้ง 5 ทำให้บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผน Vision 2020 ซึ่งเห็นได้ว่าในปีนี้ นอกจากจะได้มีการวางแผนเพื่อรุกตลาดแบบ 360 องศา ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับธุรกิจเครื่องดื่ม และอาหารอย่างต่อเนื่องแล้ว ไทยเบฟยังมีการเปิดตัวโซดา “ร็อค เมาเท็น”  และการกลับมาอีกครั้งของเบียร์ “เฟเดอร์บรอย”  เปิดตัวน้ำแร่ช้าง และวางแผนขับเคลื่อนเบียร์ช้างในรูปแบบใหม่ๆ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ตราสินค้าสำคัญ 2 ยี่ห้อ คือ “รวงข้าว” และ “หงส์ทอง” ยังได้รับการยอมรับให้เป็นท็อปเท็นตราสินค้าสุราของโลกจาก IWSR

ในขณะที่ “โออิชิ” ก็ยังรักษาอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มชาเขียว เช่นเดียวกับน้ำดื่มคริสตัล ที่ขึ้นครองอันดับ 1 ของประเทศเช่นกัน

และในปี 2561 ที่จะถึงนี้ ยังเห็นโอกาสที่ธุรกิจของ “ไทยเบฟ” จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากตลาดในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับสุขภาพ เป็นตลาดที่ผู้บริโภคสามารถรับรู้ข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา ในทันที อีกทั้งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคโดยเฉพาะตามเมืองสำคัญต่างๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยเบฟ สามารถเข้าไปต่อยอดทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น

 ส่ง รวงข้าวซิลเวอร์  ย้ำผู้นำตลาดเหล้าขาว

สำหรับในฟากตลาดเหล้าขาวนั้น ประภากร ทองเทพไพโรจน์   กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจสุรา บอกว่า ในปีที่ผ่านมาไทยเบฟยังคงรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้ดีเหมือนเดิม

นอกไปจากนั้นยังมีการพัฒนาสินค้าและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ตลาดเครื่องดื่มสุรา ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศอยู่เสมอ โดยมีแผนออก “รวงข้าวซิลเวอร์”  ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ ถือเป็นการยกระดับสินค้าตรารวงข้าวซึ่งเป็นสุรายี่ห้อแรกของประเทศไทย

นอกจากนี้ “เบลนด์ 285”  ซึ่งเป็นผู้นำสุราสีที่มีภาพลักษณ์สากลมานานกว่า 10 ปี ได้ออกแคมเปญใหม่พร้อมขวดใหม่ ดูทันสมัยและดึงดูดใจผู้บริโภคมากขึ้น และยังเพิ่มเทคนิคฝาครอบแคปซูล   เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้า และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่เทียบเท่ากับสุราต่างประเทศระดับพรีเมี่ยม

ดัน  ช้าง-เฟเดอร์บรอย ขึ้นอันดับ 1 เบียร์ของประเทศ

ด้าน มร.เอ็ดมอนด์ นีโอ คิมซูน  กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเบียร์ บอกว่า ในกลุ่มตลาดเบียร์ไทยเบฟก็ได้เดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่องตามแผน Vision 2020  ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ว่าจะต้องก้าวขึ้นเป็นแบรนด์เบียร์อันดับหนึ่งของประเทศไทยในปี 2020  ซึ่งทั้งแบรนด์ช้าง และเฟเดอร์บรอย มีภาพรวมความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

ล่าสุด ทั้งสองแบรนด์สามารถคว้ารางวัลจากเวทีการประกวดเบียร์ระดับโลก ในส่วนของแบรนด์ช้าง ได้คว้ารางวัลชนะเลิศของประเทศไทย จากเวที World Beer Awards 2017 ในการแข่งขันประเภทเบียร์ลาเกอร์ (Lager Beer) และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แบรนด์ ช้าง ได้เปิดตัว “น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” เพื่อเสริมทัพการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ช้างให้มีความพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคในเวลาอันรวดเร็ว

สำหรับแบรนด์ เฟเดอร์บรอย  หลังจากที่ได้ปรับภาพลักษณ์ และสูตรใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาโดยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพมาใช้เป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะการนำเข้ามอลต์สายพันธุ์เดียวจากเยอรมัน (German Single Malt) เป็นแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่สร้างความโดดเด่นในระดับพรีเมี่ยม ล่าสุดได้คว้ารางวัล ประเภทเบียร์ลาเกอร์ (Lager Beer) สไตล์ German Style Pale Ale จากเวที World Beer Awards 2017 และยังได้รับรางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์จาก The International Beer Challenge ในปีนี้อีกด้วย ซึ่งนับเป็นการตอกย้ำคุณภาพ รสชาติและดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

มร.เอ็ดมอนด์ บอกด้วยว่า  จากความสำเร็จที่ผ่านมาของทั้งสองแบรนด์ หลังจากนี้ไทยเบฟจะยังคงมีการแนะนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าจัดแคมเปญการตลาดเพื่อให้ครองความเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภคทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศได้ต่อไป

วางเป้าหนุน คริสตัล-โออิชิ ขึ้นแท่นผู้นำตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์

สำหรับกลุ่มสินค้าเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มร. ลี เม็ง ตัท กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์  พร้อมด้วย “มร. เลสเตอร์ เต็ก ชวน ตัน”   กรรมการผู้อำนวยการ ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Vision 2020  ที่ผ่านมาได้ปรับกลยุทธ์ในการเสริมโครงสร้างการดำเนินงานให้แข็งแกร่งให้อยู่ภายใต้หลักการดำเนินงาน 4 ด้าน

ประกอบด้วย 1.บริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งสร้างสรรค์และนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม เพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนแบรนด์น้ำดื่ม “คริสตัล” และชาพร้อมดื่ม “โออิชิ”  ครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 พร้อมทั้งผลักดัน “100 พลัส” และ “เอสเพลย์” ขึ้นเป็นอันดับ 2 ในตลาดในบางช่องทาง

2.การกระจายสินค้าครอบคลุมทุกพื้นที่  ด้วยการวางระบบและแนวทางการขายใหม่ที่ครอบคลุมในทุกมิติการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการนำระบบ Pre-sales system มาใช้

3.กระบวนการผลิต ภายใต้นโยบาย  Production 4.0 กล่าวคือ ระบบการผลิตแบบลีน (Lean manufacturing system) เป็นระบบที่สามารถบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรร่วมกับคู่ค้า สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที โดยมีเป้าหมายให้เกิดการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการผลิตแบบ Ecofriendly ที่เน้นลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปคาร์บอนไดออกไซด์และยังมุ่งมั่นในการผลิตสินค้าคุณภาพที่คำนึงถึงผู้บริโภคในทุกมิติ

และ 4 .การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญทั้งในมิติของการจัดการทรัพยากรน้ำ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศ และการนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้

เร่งขยายธุรกิจอาหารทุกโมเดลลงทุน

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล  กรรมการผู้อำนวยการ ธุรกิจอาหาร ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันธุรกิจอาหารของไทยเบฟมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีศักยภาพในการเข้ามาเสริมทัพกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้เป็นอย่างดี

และเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายตาม Vision 2020 ในฐานะแบรนด์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบและไว้วางใจ ทำหน้าที่ส่งมอบความอร่อยผ่านเมนูอาหารหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ Street Food ไปจนถึง Fine Dining พร้อมให้การดูแลผ่านบริการที่ได้มาตรฐาน ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย ทุกไลฟ์สไตล์ และในทุกๆ โอกาส

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   ด้วยนโยบายการขยายและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารที่ครอบคลุมในหลากหลายโมเดล ทั้งการสร้างแบรนด์ใหม่ การร่วมทุน และการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์แบรนด์ร้านอาหารชั้นนำทั้งจากในและต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจอาหารอย่างครบวงจรในอาเซียน

“ไทยเบฟ” จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

อนึ่ง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มีทุนจดทะเบียน 29,000,000,000 บาท ทุนชำระแล้ว 25,110,025,000 บาท โดยมีหุ้นสามัญ 25,110,025,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 1 บาท

ปัจจุบันมีสายงานต่างๆประกอบด้วย สายการผลิตสุรา  สายบริหารการขาย  สายการผลิตเบียร์ กลุ่มบริษัทบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย สายธุรกิจต่อเนื่อง  โดยแบ่งกลุ่มบริษัท เป็นกลุ่มบริษัทต่างประเทศ กลุ่มบริษัทเครื่องหมายการค้า กลุ่มบริษัทเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ กลุ่มบริษัทโออิชิ กลุ่มบริษัทจำกัด กลุ่มบริษัทเสริมสุข กลุ่มบริษัทผู้แทนจำหน่าย

ทั้งนี้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และเริ่มการซื้อขายบนกระดาษหลักของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2557

 

 

 

 

 

362Degree.com