ไม่มีเรื่องเล่าเมื่อเช้านี้ จาก “ไร่ส้ม” สู่เรือนจำ

1141

ด้วยความเป็นลูกคนกลาง แถมยังเป็นลูกชายคนเดียวที่เติบโตมาก็เห็นแม่ทำงานปากกัดตีนถีบหลังพ่อเสียไปตั้งแต่เขายังมีอายุแค่ 3 ขวบ ถึงจะเป็นเด็กหัวดี แต่ชีวิตทั้งนอกบ้านและนอกห้องเรียนคงน่าตื่นเต้นเร้าใจกว่า วัยเด็กของเขาจึงโลดโผนเกินอายุ ถึงขนาดริรักกับรุ่นพี่จนโดนโรงเรียนเชิญออก ต้องไปเรียนภาคค่ำอยู่พักหนึ่งก่อนกลับไปเป็นเด็กอำนวยศิลป์ รุ่น 57 ในยุคนักเรียนยกพวกตีกัน แล้วก็เลยติดร่างแหถูกตำรวจจับ แต่ช่วงเวลาครึ่งเดือนใน “บ้านเมตตา” ก็ทำให้ได้คิด เขาจึงกลับมาตั้งใจเรียนจนสำเร็จเป็นบัณฑิตนิเทศศาสตร์เกียรตินิยมอันดับ 1 และเริ่มทำงานกับหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นตั้งแต่ปี 2531 ในฐานะนักข่าวน้องใหม่ไฟแรง โดยที่เจ้าตัวก็คาดไม่ถึงว่าในอีก 29 ปีถัดมา เชื้อเพลิงเก่าที่แอบซุกซ่อนไว้ระหว่างทางจะปะทุเป็นไฟกลับมาโหมไหม้อาณาจักร “ไร่ส้ม” ของเขาจนแทบหมดสภาพในวันนี้

เกิดอะไรขึ้นบนเส้นทางข่าวของกรรมกรข่าวพันล้านที่ชื่อ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ?!

Nam Seng Insurance

สรยุทธ vs สุทธิชัย หยุ่น

ความสัมพันธ์บนเส้นขนาน 

ย้อนอดีตนักข่าวหนุ่มขาลุยที่เริ่มต้นจากการทำข่าวรัฐสภา ข่าวทำเนียบ ข่าวการเมือง จนสามารถก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าข่าวได้ภายในเวลาไม่ถึง 7 ปี แน่นอนว่าดีกรีต้องไม่ธรรมดา จึงไม่แปลกที่สรยุทธในวันนั้นจะโดดเด่นเข้าตาหัวเรือใหญ่อย่าง สุทธิชัย หยุ่น จนถูกดึงตัวไปเป็นพิธีกรวิเคราะห์ข่าวของเนชั่นที่ไอทีวี แม้ในช่วงแรกๆ จะเผลอโคลนนิ่งสไตล์ของลูกพี่ใหญ่จนถูกมองว่าเป็น สุทธิชัย หยุ่น 2 แต่ในที่สุดสรยุทธก็แจ้งเกิดได้สำเร็จ กลายเป็นพิธีกรข่าวเบอร์ต้นๆ ของเนชั่นทีวี มีรายการประจำให้นั่งวิเคราะห์ข่าวอย่างออกรสชาติเฉียบคม จนช่องใหญ่ต่างค่ายมารุมจีบพร้อมข้อเสนอที่แน่นอนว่า ต้องดีกว่า มากกว่า และหอมหวลกว่า

สุทธิชัย หยุ่น จึงแทบจะสำลักกาแฟดำเมื่อวันหนึ่งเด็กปั้นอย่างสรยุทธกล้าที่จะต่อรอง และเลือกที่จะเดินจากไปแบบไม่แคร์สื่อเมื่อไม่ได้รับอนุมัติให้จับปลาสองมือ

สรยุทธ vs กนก

“ผมทำงานกับคนโกงไม่ได้…”

หลังพ้นชายคาเนชั่น สรยุทธก็เปิดบริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด พร้อมรับงานพิธีกรรายการ “ถึงลูกถึงคน” เรียกเรตติ้งให้สถานีอย่างถล่มทลาย จนมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่ อสมท ในขณะนั้นถึงกับตบรางวัลใหญ่ โดยนอกจากจะเพิ่มค่าตัวให้จากตอนละ 5,000 บาท เป็นตอนละ 20,000 และ 30,000 บาทตามลำดับแล้ว มิ่งขวัญยังเสนอให้สรยุทธผลิตรายการใหม่ร่วมกันอีกต่างหาก

บริษัท ไร่ส้ม จำกัด จึงก่อตั้งขึ้นในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีกรรมการ 3 คน ประกอบด้วย นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา, น.ส.อังคณา วัฒนมงคลศิลป์ และน.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม โดยสรยุทธถือหุ้นในสัดส่วน 99.98% เพื่อผลิตรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ในรูปแบบ Time Sharing 50 : 50 โดยถ้าขายโฆษณาเกินเวลาที่กำหนด ทางไร่ส้มต้องจ่ายให้ อสมท ตามอัตราที่ตกลงกันไว้

สรยุทธจึงชวน กนก รัตน์วงศ์สกุล อดีตคู่หูในรายการ “เก็บตกจากเนชั่น” มาร่วมงานอีกครั้ง ความลงตัวของทั้งคู่ทำให้รายการคุยคุ้ยข่าวประสบความสำเร็จทั้งเรตติ้งและรายได้ เพียง 2 ปี บ.ไร่ส้มก็ทำรายได้ถึง 338.694 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 177.341 ล้านบาท แต่แล้วในปี 2549 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อสมท ก็ตรวจพบว่าบ.ไร่ส้มค้างชำระรายได้จากการโฆษณาเกือบ 100 ล้านบาท สรยุทธจึงรีบจ่ายเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย และปลายปีเดียวกันนั้นเอง กนกก็ถอนตัวจากรายการอย่างกะทันหันโดยไม่มีคำอำลาและคำอธิบายใดๆ

หลังปล่อยให้สรยุทธเขียนคอลัมน์พาดพิงในนิตยสารแพรวอยู่บ่อยครั้ง กนกจึงเขียนโต้กลับในคอลัมน์ “ชีวิตรื่นรมย์” นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19 มกราคม 2550 ปิดฉากดราม่าด้วยประโยคเด็ด “ผมทำงานกับคนโกงไม่ได้…”

 “สรยุทธฟีเวอร์”

เมื่อผลประโยชน์กลบจริยธรรม

หลังปิดฉากกับ อสมท สรยุทธจึงปักหลักเป็น 1 ในครอบครัวข่าวช่อง 3 อย่างเต็มตัว โดยเป็นทั้งพิธีกรรายการข่าวและผลิตรายการของตัวเอง ด้วยความขยันเอาจริงเอาจังอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเช้าสายบ่ายเย็นตลอดทั้งสัปดาห์ จึงแทบไม่เคยมีวันไหนที่สรยุทธจะหายไปจากหน้าจอ ยิ่งเมื่อมีเหตุการณ์เร่งด่วนหรือภัยพิบัติร้ายแรง สรยุทธก็พร้อมจะลงพื้นที่ส่งต่อความช่วยเหลือทันที จนเกิดเป็นปรากฏการณ์สรยุทธฟีเวอร์ ที่นักการเมือง นักธุรกิจ ดาราศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ ใครจะไปใครจะมา หรือแม้แต่ชาวบ้านจะร้องทุกข์ ก็ต้องมุ่งหน้ามาหาสรยุทธกันทั้งนั้น

สรยุทธจึงเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดทั้งเรตติ้งจากคนดูและรายได้มหาศาลจากสปอนเซอร์ และนี่อาจจะเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ทุกฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ เลือกที่จะวางเฉยกับข่าวใหม่ที่ใหญ่กว่า นั่นคือกรณีบ.ไร่ส้มยักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการคุยคุ้ยข่าวกว่า 138 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่ของ อสมท ให้ความช่วยเหลือ เห็นได้จากเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดฯ สรยุทธก็ยังคงจัดรายการตามปกติ ครั้นมีเสียงถามหาจริยธรรมสื่อ เจ้าตัวก็กลับยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกวิสามัญของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดียักยอกเงินค่าโฆษณาฯ สรยุทธก็กลับอ้างว่าผู้ผลิตรายการคนอื่นก็ทำแบบนี้

อวสานเซลล์แมนวิกพระราม 4

หลังการสืบสวนและสอบพยานอย่างยาวนาน วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาจำคุกสรยุทธ 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานสนับสนุนพนักงาน อสมท ทุจริตเงินค่าโฆษณาส่วนเกิน จำนวน 138 ล้านบาท สรยุทธขอประกันตัวทันทีด้วยวงเงิน 2 ล้านบาท คราวนี้ เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แสดงความคิดเห็นว่าสรยุทธสมควรที่จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกับที่สังคมเริ่มตั้งคำถามกับการวางเฉยของผู้บริหารช่อง 3 ตามด้วยกระแสกดดันที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดมีการเรียกร้องให้บริษัทธุรกิจและเอเยนซี่ถอนโฆษณาในทุกรายการที่มีสรยุทธอยู่

ในที่สุด วันที่ 3 มีนาคม 2559 สรยุทธจึงโพสต์ผ่านอินสตราแกรม @sorrayuth9111 ขอยุติการทำหน้าที่พิธีกร “…เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับช่อง 3 เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย…”  ซึ่งดูเหมือนเป็นการแสดงสปิริตด้วยดี แต่เบื้องหลังที่แท้จริงปรากฏว่า อสมท ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลช่อง 3 มีหนังสือลงวันที่ 2 มีนาคม 2559 ถึงช่อง 3 เรื่อง “ขอให้ดำเนินการกรณีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก” ขณะที่ กสทช ก็เตรียมเชิญช่อง 3 ไปชี้แจงในวันที่ 7 มีนาคม ด้วยเหตุนี้ สรยุทธจึงจำใจต้องโยนผ้าขาวอวสานเซลล์แมนคนเล่าข่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อลหม่านบ้านพระราม 4

พอร์ตรายการสรยุทธ 2,900 ล้านต่อปีมีวูบ!!

ทันทีที่สรยุทธลาจอ มีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยยกเลิกช่วง “เจาะข่าวเด่น” ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ไปเลย และให้ กุ๊ก-กฤติกา ขอไพบูลย์ มาจัดรายการคู่กับไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ส่วนรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ให้ไบรท์รับหน้าที่แทนสรยุทธ พร้อมกับการเร่งหาพิธีกรตัวยืนตัวจริง  แทนที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนพิธีกรกันอย่างสะเปะสะปะ แต่กระนั้นเรตติ้งทั้ง 3 รายการก็ดิ่งลงๆ อย่างน่าตกใจ

และแล้วช่อง 3 จึงจำต้องปรับผังรายการใหม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 ไฮไลท์สำคัญคือเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ที่มีการหั่นเวลารายการเรื่องเล่าเช้านี้ออกไปถึง 45 นาที โดยกำหนดออกอากาศในเวลา 06.00-08.45 น. ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป ซึ่งสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ปฏิบัติการแทนรักษาการกรรมการผู้จัดการ ช่อง 3 ในขณะนั้นยอมรับว่า 6 เดือนที่ไม่มีสรยุทธ เรตติ้งรายการหายไปถึง 25% รายได้จากค่าโฆษณาก็ลดลงถึง 30% แถมคู่แข่งก็เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

สอดคล้องกับที่บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งเคยประเมินสถานการณ์ตั้งแต่แรกว่า 3 รายการหลักนี้คิดเป็น 13% ของเวลาออกอากาศทั้งหมดของช่อง 3 HD ซึ่งคาดว่าสามารถสร้างรายได้ให้ช่อง 3 ไม่น้อยกว่าปีละ 2,900 ล้านบาท หรือเท่ากับ 20% ของรายได้ของบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) เลยทีเดียว

The Return of Facebook Fanpage กรรมกรข่าว

หลังอำลาจอ สรยุทธก็หลบไปพักผ่อนที่บ้านเขาใหญ่ แต่เพียงแค่ 3 เดือนให้หลัง จู่ๆ ในวันที่ 10 มิถุนายน 2559 สรยุทธก็กลับมานั่งจัดรายการคู่กับเอกราช เก่งทุกทาง อีกครั้งในรายการ “ยุทธ-หนุ่ย คุยยูโร 2016” ทาง www.เรื่องเล่าเช้านี้ .com โดยเป็นรายการทอล์คเกี่ยวกับฟุตบอลยูโร 2016 อย่างเข้มข้น ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนคลับไม่น้อย แต่ก็จุดประเด็นท้าทายจริยธรรมสื่ออีกเช่นกัน เพราะเว็บไซต์เรื่องเล่าเช้านี้ก็อยู่ในความรับผิดชอบของช่อง 3 ซึ่งก่อนหน้านั้น อสมท มีคำสั่งระงับทุกรายการที่มีสรยุทธ

เมื่อถูกไล่บี้กลายๆ ปลายปี 2559 สรยุทธจึงตัดสินใจเปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว” โดยออกตัวว่า “ลองหัดเล่น Facebook ครับ รักกันชอบกันลองกดไลค์ ลองติดตามกันดูนะครับ fb.me/sorrayuth9115” คุยเล่นเรื่องกินเรื่องเที่ยวได้ไม่กี่วัน พอวันที่ 8 มกราคม 2560 สรยุทธก็ขับรถฝ่าพายุฝนลงภาคใต้ พร้อม Live สดสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้และสัมภาษณ์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยสไตล์ที่คนทั้งประเทศคุ้นเคย กระแสตอบรับทั้งยอดไลค์และยอดแชร์จึงพุ่งกระฉูด พร้อมคอมเมนต์ที่ไปในทิศทางเดียวกันว่า สรยุทธกลับมาแล้ว!!

                หมดเรื่องน้ำท่วม สรยุทธก็ดูจะสนุกกับการอัพเดทข่าวฮอตสลับกับ #สรยุทธlive กินไปคุยไป, เล่าสู่กันฟัง ฯลฯ โดยโพสต์สุดท้ายก่อนที่จะหมดอิสรภาพ เป็นการแชร์โพสต์จาก Matichon Online-มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2560 พร้อมข้อความ “ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

เมื่อนกน้อยในไร่ส้มถึงคราวบินเข้าเรือนจำ!!

“ความดีไม่ช่วยอะไร” จริงหรือ?!

ภาพสรยุทธกินเที่ยวและ Live สดอย่างสม่ำเสมอทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ราวกับเป็นช่วงวันหยุดพักร้อน แต่แล้วในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ทุกคนก็เหมือนสะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น นั่นหมายถึงสรยุทธกับพวกยังคงถูกพิพากษาจำคุก 13 ปี 4 เดือน และก็เช่นเคยที่สรยุทธยืนยันที่จะยื่นฎีกาต่อสู้อย่างถึงที่สุด โดยมีหลักทรัพย์เงินสดและบัญชีเงินฝากคนละ 4 ล้านเพื่อขอประกันตัว แต่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในชั้นนี้ สรยุทธจึงหมดอิสรภาพและถูกควบคุมตัวขึ้นรถตู้สีบรอนซ์ ทะเบียน ฮข 4001 มุ่งหน้าสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที

น่าคิดว่าเมื่อครั้งอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดียักยอกเงินค่าโฆษณา สรยุทธก็อ้างว่าผู้ผลิตรายการคนอื่นก็ทำระบบ Time Sharing แบบนี้เหมือนกัน มาในครั้งนี้เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น สรยุทธก็ยังอ้างว่าเคยทำคุณงามความดีเพื่อให้ศาลพิจารณาประกอบ

และก่อนที่จะมีดราม่านอกศาลในประเด็นความดีไม่ช่วยอะไร?! ทนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดัง ก็ช่วยไขคำตอบว่า ถึงจะทำความดีทั้งชีวิต ก็หักล้างความผิดไม่ได้ พร้อมจัดเต็มเหมือนจะให้สรยุทธได้คิดว่า “ส่วนที่จะนำมาเป็นข้ออ้างว่าเป็นคนดี จำเลยต้องสำนึกผิดต่อศาลก่อน”!!

มีเงิน 5,583 ล้านในวันนี้ ก็หมดสิทธิ์ปิดคดี 138 ล้าน !!

ย้อนดูบัญชีบ.ไร่ส้ม คู่สัญญาผลิตรายการคุยคุ้ยข่าว ตั้งแต่เปิดบริษัทในปี 2547 จนถึงปี 2549 ที่ยุติรายการ มีรายได้ 661 ล้านบาท กำไรสุทธิ 263 ล้านบาท ดูจากตัวเลขกำไรในวันนั้น ต่อให้หักเงินค่าโฆษณาเกินเวลา 138 ล้าน คืน อสมท ไร่ส้มก็ยังมีกำไรถึง 125 ล้านบาท

แต่บ.ไร่ส้มก็ยังคงเดินหน้าโกยรายได้อย่างมหาศาลอย่างไม่ลดละ โดยตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปี 2559 มีรายได้รวมถึง 4,701 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 2,050 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด มีรายได้รวม 882 ล้านบาท กำไรสุทธิ 432 ล้านบาท เท่ากับตลอด 13 ปี ทั้ง 2 บริษัทสามารถทำรายได้ให้สรยุทธถึง 5,583 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,482 ล้านบาท

น่าเสียดายที่ธุรกิจซึ่งสร้างรายได้กว่าครึ่งหมื่นล้านบาท ต้องมาสะดุดด้วยเงินเพียง 138 ล้านบาท หรือเพียงแค่ 2.4% ของรายได้ทั้งหมด และน่าเสียดายยิ่งไปกว่านั้นก็คือต่อให้ใจป้ำคืนเงินเป็นสิบเท่า ในวันนี้ก็สายเกินเยียวยาไปแล้ว

เรื่องเล่า…จากเรือนจำ

แม้จะเคยถูกจับเข้า “บ้านเมตตา” ในวัยมัธยม แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นก็เทียบไม่ได้เลยกับการถูกคุมขังในวัย 51 ปี วัยที่มีบ้านตากอากาศหลังใหญ่ วัยที่มีเงินผ่านบัญชีเป็นพันล้าน วัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ และวัยที่มี “แม่” กำลังนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล หลังผ่านคืนแรกในเรือนจำ แอดมินเฟซบุ๊คแฟนเพจ สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว จึงโพสต์ข้อความที่สรยุทธฝากมาว่า…

“พี่ไม่เคยคิดหนี เพราะหนีไปก็ไม่จบ การหนีไม่ใช่การแก้ปัญหา หนีไปอยู่เมืองไทย คนก็จำหน้าพี่ได้หมด ไปอยู่เมืองนอก คนไทยที่อยู่เมืองนอกก็รู้จัก ถูกจับส่งตัวกลับอยู่ดี หรือชีวิตที่เหลือต้องมาซ่อนตัวตลอดชีวิตและอาจจะไม่ได้กลับมาเจอแม่”

          “อยู่ในเรือนจำยังมีจุดสิ้นสุด อยู่ในนี้ลำบากแต่ต้องค่อยๆ ปรับตัว พี่ได้คิดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดแล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้าต้องไปถึงจุดนั้น พี่ก็ต้องอยู่ให้ได้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ไม่ต้องห่วง พี่อยู่ได้”

ความดีหักล้างความผิดไม่ได้ แต่ความดีจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราทำความผิดได้…สรยุทธไม่ได้กล่าว แต่นกน้อยในไร่ส้มทั้งหลายควรได้ฉุกคิด!!

ขอบคุณภาพจาก : IG @sorrayuth9111, Facebook Fanpage สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว, Krobkruakao 3-ครอบครัวข่าว 3, สำนักข่าวอิศรา, Post Publishing และภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

 

362Degree.com