‘เดวิด เหย่’ สร้างอาณาจักรเหย่กรุ๊ป โตเงียบ…แต่ยั่งยืน

0
360

 “เหย่กรุ๊ป” ( Yeh Group) ชื่อนี้คงไม่คุ้นหูนัก ด้วยความที่เป็นธุรกิจเบื้องหลังเหมือนนักแต่งเพลง หรือคนเขียนบทโทรทัศน์

แต่จริงๆ แล้ว ธุรกิจของเหย่กรุ๊ปใหญ่โตมโหฬาร เป็นผู้ผลิตผ้าดีๆ ให้กับแบรนด์เสื้อผ้ากีฬา รองเท้ากีฬา และชุดชั้นในดังๆ หลายแบรนด์ อาทิ อาดิดาส ไนกี้ พูม่า เดอะนอร์ทเฟส (The North Face) วาโก้ ไทรอัมป์ วิคทอเรีย ซีเครท

เป็นไงล่ะ เห็นชื่อแบรนด์แล้วอึ้งล่ะซี แบบนี้ คงอยากรู้จักกับเจ้าของ “เหย่กรุ๊ป” กันแล้วใช่ไหม

เขาคือ “เดวิด เหย่” กรรมการผู้จัดการ Yeh Group คนไต้หวันที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองไทย และจนกลายเป็นความรักและความผูกพัน จนทำให้เขาตั้งรกราก สร้างครอบครัว สร้างธุรกิจอยู่ที่บ้านเรามากว่า 10 ปีแล้ว

“เราเป็นกลุ่มบริษัท เหย่กรุ๊ป มีมากกว่า 5 บริษัทในเครือ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1988 แต่จริงๆ พ่อมาเริ่มธุรกิจสิ่งทอเมื่อปี 1970 ขยายจากที่เล็กๆ ลงทุนไปเรื่อยๆ เพิ่มพื้นที่ เพิ่มอาคารไปเรื่อยๆ ปัจจุบันมีพนักงาน 2,100 คน ในเมืองไทย ไม่รวมต่างประเทศ และมีฐานการผลิต ในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ ตั้งแต่การทอ ถัก ย้อม และผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ให้กับแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก และเราเลือกที่จะทำงานกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น เพราะว่าแบรนด์มีชื่อเสียงจะมีมาตรฐานที่ชัดเจน แม้จะทำยาก แต่ถ้าทำตามมาตรฐาน ทุกอย่างก็โอเค”…

นั่นคืองาน และวิธีหาลูกค้าของเหย่กรุ๊ปในยุคเริ่มต้น และยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

ความโดดเด่นของเหย่กรุ๊ป คือ นวัตกรรม โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำมาตั้งแต่เริ่มต้น และนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่ตอนนี้ ก็คือ เทคโนโลยี DryDye นวัตกรรมการย้อมผ้าโดยไม่ใช้น้ำ

เรียกว่าไม่ต้องเสียน้ำแม้แต่หยดเดียว ทั้งๆ ที่ ระบบย้อมปกติจะใช้น้ำเยอะมาก แต่อันนี้คือ การใช้คาร์บอนไดออกไซด์ (Critical Carbondioxide) เข้าไปแทนที่การนำสีไปจับกับโครงสร้างผ้า ระบบนี้ลดการใช้พลังงานลงได้ถึง 50% และใช้สารเคมีลดลง 50% เทียบกับการย้อมผ้าแบบดั้งเดิมในโรงงาน

เดวิด” เล่าว่า กลุ่มธุรกิจของเขาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ต้น โดยใช้งบส่วนหนึ่งกับการค้นคิดนวัตกรรม เพื่อให้ได้วิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ถือว่าเป็นการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบสังคมตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำเลยทีเดียว

และเขาได้นำระบบการผลิตเหล่านี้ไปใช้กับทุกโรงงานที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเนเธอร์แลนด์ โรงงานทั้งหมดนี้มีเป้าหมายที่จะเลิกใช้เครื่องย้อมแบบเดิมที่ใช้น้ำภายในปี 2568

อีกนวัตกรรมเก๋ๆ ของ Yeh Group คือ  การลงทุนทำวิจัยกับมหาวิทยาลัยในอังกฤษ เกี่ยวกับนวัตกรรม 3D Fashion ที่สามารถพิมพ์เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากผงที่เป็นโพลีเมอร์ โดยไม่ต้องมาฉีดเป็นเส้นด้ายแล้วค่อยนำมาถักทอและนำไปย้อมสี

สินค้าแรกๆ ที่มีแผนจะผลิต คือ ผ้าที่นำไปทำรองเท้าผ้าใบ ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นนวัตกรรมนี้เป็นรูปเป็นร่างในอีกประมาณ 3 ปีนับจากนี้ ซึ่งจะทำให้สามารถลดขั้นตอนกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียในขั้นตอนต่างๆ ลงได้ทั้งหมด

พวกผมมาจากไต้หวัน ผมคิดว่าเราอยู่ที่นี่แล้ว ทำไมไม่ทำให้มันดีล่ะ เดิมเราใช้น้ำวันละเกือบ 6 ล้านลิตร ในขณะที่เราไม่ใช่โรงงานที่ใหญ่ที่สุด แต่เราพยายามใช้น้ำให้น้อยที่สุด เราลงทุนเรื่องเทคโนโลยี โนว์ฮาว เพื่อช่วยสิ่งแวดล้อม ขณะที่คนอื่นลงทุนเรื่องการสร้างแบรนด์ “

นั่นคือ ความรับผิดชอบในการทำธุรกิจของเหย่กรุ๊ป

เดวิด” เล่าต่อไปว่า ธุรกิจสิ่งทอ ที่ใครๆ มองว่าเป็นซันเซ็ท แต่จริงๆ เราสามารถทำให้มันแข็งแรงได้ มันอยู่ที่ว่าเราตั้งมันไว้ที่ตรงไหน ถ้าเราพัฒนามันต่อไปเรื่อยๆ มีผู้สนับสนุนด้านการเงินดีๆ ก็ลุยได้ จริงๆ โปรเจ็คต่างๆ ถ้าดูเรื่องสิ่งทอทั่วโลก มันทำได้ ถ้าเราตั้งใจทำจริง การที่โรงงานต่าๆง ย้ายไปที่อื่น เพราะติดเรื่องกำแพงภาษี

ในเมื่อรัฐบาลกำลังส่งเสริมเรื่องไทยแลนด์ 4.0 กระตุ้นให้คนไทยนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงการทำงาน แล้วทำไมเราจะนิ่งเฉยไม่สนองตอบ ถ้าทำได้ พัฒนาหุ่นยนต์มาช่วยผลิตเสื้อผ้า ซึ่งตอนนี้เหย่กรุ๊ปกำลังทำวิจัยอยู่

อนาคตเราจะเพียงแค่วางผ้าไว้บนโต๊ะ แล้วเจ้าหุ่นยนต์ หรือแมกไกรเวอร์ตัวนี้ จะทำหน้าที่ผลิตเสื้อให้เรา ทำให้เราประหยัดแรงงานคนจาก 20 คนต่อเสื้อ 1 ตัว เหลือเพียง 1-2 คนที่ดูแลเจ้าหุ่นยนต์ตัวนั้น แล้วเอาคนที่เหลือไปทำอย่างอื่นที่จำเป็นต้องใช้ความสามารถของมนุษย์ไม่ดีกว่าหรือ

ลองรอดูแล้วกันว่า ประมาณกลางปี 2561 เราจะได้เห็นต้นแบบ (Prototype) เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้กันหรือเปล่า

ด้วยวิธีการทำธุรกิจที่แตกต่าง คิดหาอะไรใหม่ๆ มาเพิ่มศักยภาพ ทำให้งานเกิด Productivity สูงสุด ทำให้เหย่กรุ๊ป สามารถสร้างรายได้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องปีละ 10-15% จากรายได้ทั้งกลุ่มปัจจุบันประมาณ 150 ล้านเหรียญ หรือกว่า 5,000 ล้านบาท

และคาดว่าจะยังเติบโตไปเรื่อยๆ เพราะการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งของผู้บริหารนี่เอง!